|
นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ ๒๐ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๔
ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ ๒๐ ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๔
ตามคำกราบเรียนเชิญของ ศ.ดร.เคล้าส์ ชวาป ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร WEF หัวข้อหลักของการประชุมในปีนี้ คือ Responding to the New Globalism
เน้น ประเด็นการสร้างสมดุลแก่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่าง รวดเร็วในภูมิภาค ภายใต้ความไม่สมดุลทางการค้าของโลกและความท้าทายต่อความยั่งยืน
รวมถึง การใช้ประโยชน์จากพลวัตรในภูมิภาค โดยมีผู้นำจากภาครัฐ (ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายกรัฐมนตรีมองโกเลีย และนายกรัฐมนตรีไทย)
ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม รวมทั้งสื่อมวลชนเข้าร่วมประมาณ ๖๕๐ คน
ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างภาพการรับรู้ (visibility) ต่อการร่วมจัดการประชุม World Economic Forum on East Asia
ครั้งที่ ๒๑ ในประเทศไทยในปี ๒๕๕๕ โดยการจัด Thailand Lunch และการเข้าร่วมการประชุมของนายกรัฐมนตรีได้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจแก่ภาคธุรกิจว่า แม้จะมีการเลือกตั้ง
และมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่ประเทศไทยก็ยังยืนยันการจัดการประชุมดังกล่าว ในช่วงมิถุนายน ๒๕๕๕

จากภาพ: ๑. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ๒. ศ.ดร.Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร World Economic Forum ๓. นาย Lee Hsien-Loong นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์
๔. นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ๕.นาย Susilo Bambang Yudhoyono ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ๖. นาง Karen Agustiawan ประธาน Pertamina (Persero) (รัฐวิสาหกิจน้ำมันและแก๊ส) ของอินโดนีเซีย และประธานร่วมการประชุม WEF on East Asia ๗. นาย Paul Polman ประธานบริษัท Unilever ของสหราชอาณาจักร และประธานร่วมการประชุม WEF on East Asia
สาระสำคัญของการเข้าร่วมการประชุม สรุปได้ดังนี้
๑. นายกรัฐมนตรีเป็นประธานงานเลี้ยงรับรอง Thailand Lunch ณ โรงแรม Shangri-La Jakarta โดย ได้กล่าวถ้อยแถลงถึงพลวัตรการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียในฐานะจักรกลสำคัญในการ ฟื้นตัวและการพัฒนาเศรษฐกิจโลก และศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องร่วมกับหุ้นส่วนการค้าและการลงทุนที่ สำคัญในภูมิภาคอื่นๆ โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ
การพัฒนาต่อยอดศักยภาพของไทยในจุดเด่นต่างๆ ได้แก่
(๑) การมีพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็ง โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและมูลค่าการส่งออกในปี ๒๕๕๓ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๗.๘ และร้อยละ ๒๙ ตามลำดับ
มีอัตราการว่างงานเพียงร้อยละ ๐.๗ และ มีปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศสูงเป็นลำดับที่ ๑๓ ของโลก โดยมีอัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ร้อยละ ๔๑ และอัตราเงินเฟ้อ
ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยรายงาน Global Competitiveness Report 2010-2011 ของ WEF จัดให้ไทยอยู่ในลำดับที่ ๘ จาก ๑๓๙ ประเทศในด้านอัตราเงินเฟ้อ
(๒) ไทยเป็นผู้ผลิตสินค้าใน cluster ที่สำคัญ อาทิ อาหาร ฮาร์ดดิสไดร์ฟ ปิโตรเคมี รถยนต์และอะไหล่ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และสินค้าสร้างสรรค์
(๓) ไทยมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน โดยรายงาน Multinational Cooperation Report ของ UNCTAD ระบุว่าไทยเป็นอันดับที่ ๑๑ ในประเทศที่ดึงดูดการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศ และอยู่ในอันดับที่ ๑๙ ในรายงาน Ease of Doing Business ของธนาคารโลก อีกทั้ง WEF จัดให้ไทยอยู่ในอันดับที่ ๑๒ ของโลกในด้านการปกป้องนักลงทุน
อันดับที่ ๒๓ ในด้านขนาดของตลาด และอันดับที่ ๒๔ ในด้านประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน เป็นต้น
(๔) ไทยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดี โดยอยู่ในลำดับที่ ๓๕ ในด้านโครงสร้างพื้นฐานของรายงานของ WEF อีก ทั้งยังมีแผนการลงทุนอีก ๒๕ พันล้านดอลลาร์เพื่อยกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งในการยกระดับระบบรถไฟ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงระหว่างภาคใต้ของจีนผ่านไทยไปยังมาเลเซียและ สิงคโปร์ และการสร้างท่าเรือน้ำลึก
(๕) ไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการเจริญเติบโตสีเขียว พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนภาคเอกชนชั้นนำเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ ๒๑ ในปี ๒๕๕๕

ถ้อยแถลงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในงานเลี้ยงอาหารกลางวัน Thailand Lunch
ถ้อยแถลงฉบับภาษาอังกฤษ ถ้อยแถลงฉบับแปล (คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ)

๒. นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการอภิปรายในหัวข้อ Who Owns the Wealth? ซึ่งอภิปรายถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเอเชียที่อาจนำมาซึ่งการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ
ทางเศรษฐกิจ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
(๑) นายกรัฐมนตรีได้เน้นความสำคัญของการเจริญเติบโตอย่างเท่าเทียม (inclusive growth) ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (human-centred development) ซึ่ง เน้นการพัฒนาการศึกษาอย่างมีคุณภาพ การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและแบ่งปันทรัพยากรอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะที่ดิน โดยเอเชียสามารถใช้ประโยชน์จากอัตราการออมในระดับสูงซึ่งเป็นข้อได้เปรียบ สำคัญของเอเชียในการลงทุนในการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสวัสดิการ สังคมที่สนับสนุนผู้เปราะบางทางสังคม เป็นต้น ทั้งนี้ เห็นว่า เอเชียควรเรียนรู้จากความสำเร็จของประเทศต่างๆ ในการพัฒนาโดยเน้นความยั่งยืน และนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมกับแนวทางการพัฒนาของประเทศตน โดยไทยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ย้ำถึงความพอเหมาะพอดี (moderation) ความมีเหตุผล (reasonableness) ในการดำรงชีวิต เพื่อป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต
(๒) ระหว่างการอภิปรายนาย Walden Bello ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวิจัยด้านนโยบาย Focus on the Global South และอาจารย์มหาวิทยาลัย Philippines ได้หยิบยกประเด็น
ทาง การเมืองของไทยหลายครั้ง ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับสารัตถะของการอภิปราย อาทิ เหตุการณ์สลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่มีประชาชนเสียชีวิต
และ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดย นรม. ได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งกระทรวงฯ จะนำส่งรายละเอียดการชี้แจงดังกล่าวในโอกาสแรกต่อไป
ทั้งนี้ สามารถรับฟังการหารือได้ที่ http://www.bbc.co.uk/programmes/p00hcdxs

๓. นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงในพิธีปิดการประชุมถึงการสร้างแนวทางความร่วมมือระดับโลกเพื่อรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ (new globalism)
โดย ให้ความสำคัญกับการดำเนินการปฏิรูประบบการบริหารจัดการระดับโลกที่ยุติธรรม และเท่าเทียม อีกทั้งการผลักดันรูปแบบการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ที่ครอบคลุม
ประชาชนใน วงกว้าง และยึดหลักการความสมดุล ความพอเหมาะพอดี และความยั่งยืน เพื่อไม่ให้ติดกับดักเดิมๆ ในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อาทิ การบริโภคเกินตัว
ที่ไม่มีความรับผิดชอบ และระบบสวัสดิการสังคมที่ไม่ยั่งยืน นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการสนับสนุนประชาชนที่ยากไร้และการต่อต้านคอร์รัปชัน
นอก จากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๓ ก.ค. นี้ และอาจจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม แต่การประชุม World Economic Forum on
East Asia ครั้งที่ ๒๑ ในปี ๒๕๕๕ ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ จะเกิดขึ้นตามกำหนด และได้เชิญสมาชิก WEF เข้าร่วมการประชุมฯ เพื่อพิจารณาศักยภาพของไทยในด้านต่างๆ
ด้วยตนเอง ทั้งนี้ สามารถดูภาพการหารือในพิธีปิดได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=SPd_lj3-Ko0

|