|
สรุปผลการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ครั้งที่ 41 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส
ระหว่างวันที่ 28-29 มกราคม 2554
นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ครั้งที่ 41 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 28 – 29 มกราคม 2554
ตามคำกราบเรียนเชิญของ ศ.ดร.เคล้าส์ ชวาป ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร WEF หัวข้อหลักของการประชุมในปีนี้ คือ “Shared Norms for the New Reality”
ซึ่ง สะท้อนถึงความกังวลของผู้นำโลกถึงความซับซ้อนและความเชื่อมโยงของประเด็น ต่างๆ ในโลกภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก และการเสื่อมถอยของคุณค่าและหลักการ
ที่ประชาคมโลกยึดถือร่วมกัน รวมทั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต โดยการประชุมดังกล่าวมีผู้นำภาครัฐ นักธุรกิจ และผู้นำจากภาควิชาการ รวมทั้งสื่อมวลชนชั้นนำระดับโลกเข้าร่วมกว่า 3,000 คนเข้าร่วม
นายก รัฐมนตรีได้ใช้โอกาสในการประชุมแสดงวิสัยทัศน์ โดยแสดงถึงความเป็นผู้นำและแนวทางของรัฐบาลไทยต่อการเสริมสร้างความเท่า เทียมด้านสังคม
รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนตามแนวนโยบาย อีกทั้งชี้แจง ทำความเข้าใจ และสร้างความเชื่อมั่นต่อการส่งเสริมการค้าและการลงทุนในประเทศไทย
นอก จากนี้ นายกรัฐมนตรียังใช้โอกาสนี้พบหารือกับผู้นำภาคเอกชนเพื่อเน้นย้ำถึงความเข้ม แข็งของภาคเอกชนไทยในด้านที่ไทยเป็นผู้นำในตลาดโลก
โดยในปีนี้เป็นครั้ง แรกที่จะมีผู้แทนภาคเอกชนไทยเข้าร่วมการประชุมด้วย ประกอบด้วยผู้บริหารจาก ๕ บริษัท ได้แก่ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยเบฟเวอร์เรจ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

สาระสำคัญของการเข้าร่วมการประชุม สรุปได้ดังนี้
1. นายกรัฐมนตรีได้รับเกียรติจาก WEF ให้เป็นผู้กล่าวเปิดการหารืออย่างไม่เป็นทางการของผู้นำเศรษฐกิจโลก (Informal Gathering of World Economic Leaders-IGWEL) ในหัวข้อ “Toward a New Growth Model” เพื่อ แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับรูปแบบการเจริญเติบโตแบบใหม่ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ โลกท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจต่างๆ อาทิ ปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาการว่างงานในประเทศพัฒนาแล้ว ปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน การนิยามบทบาทใหม่ที่เหมาะสมของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง 3 ประเด็น หรือ 3 E ได้แก่ (1) Exclusion หมายถึงการดำเนินการเฉพาะกลุ่ม โดยไม่ครอบคลุมทุกส่วน อาทิ เวทีการหารือในรูปแบบ จี20 ที่จะมาแทนที่เวทีการหารือของจี8 ที่มีเพียงไม่กี่ประเทศมาหารือกันเท่านั้น (2) Excess และ (3) Extremism ซึ่งจะนำไปสู่การเจริญเติบโตที่ไม่สมดุล โดยเสนอแนะแนวทางการสร้างการเจริญเติบโตรูปแบบใหม่ 3 ประเด็น หรือ 3 M ได้แก่ (1) Moderation และ (2) Mindfulness ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลแก่การเจริญเติบโตและ (3) Morality ได้แก่ ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส
ที่ จะเสริมสร้างให้มีการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพมากกว่าเพียงปริมาณ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการปฏิรูประบบระดับโลกอย่างต่อ เนื่องโดยไม่ชะล่าใจ (complacency) การเพิ่มการมีส่วนร่วมของประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกในการหารือของกลุ่มจี 20 การแก้ปัญหาความไม่สมดุลระหว่างการออมและการใช้จ่ายที่มากเกินไปในประเทศ ต่างๆ ตลอดจนการเสริมสร้างการเจริญเติบโตที่ครอบคลุม ยุติธรรม เท่าเทียมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2. นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมเป็นผู้อภิปรายในหัวข้อ “A Social Contract for the 21st Century” โดย อภิปรายถึงสภาพสังคมปัจจุบันที่ประชาชนดำรงชีวิตในความเสี่ยงของวิกฤต เศรษฐกิจ อาหารและพลังงาน ในขณะที่กระจายรายได้ขาดความเท่าเทียม อันนำมาซึ่งการขาดความเชื่อใจต่อรัฐบาลว่าจะสามารถสร้างความเจริญเติบโตและ ความมั่นคงในชีวิต หรือการพังทลายของสัญญาประชาคม (social contract) ในรูปแบบเดิม โดยนายกรัฐมนตรีได้แสดงความเห็นว่า ประเทศกำลังพัฒนากำลังสร้างสัญญาประชาคมของตนเอง ซึ่งมีรัฐและประชาชนเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน รัฐไม่ใช่ผู้สร้างความมั่งคั่งของประเทศแต่เป็นภาคเอกชน ดังนั้น รัฐจึงมีหน้าที่สร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการเจริญเติบโต โดยการสร้าง
โครงข่ายสวัสดิการสังคมโดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่นอกระบบ โอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และอำนวยความสะดวกและสนับสนุนให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเองและ พัฒนาประเทศอย่างเต็มที่ ตลอดจนการใช้นโยบายแทรกแซงที่เป็นมิตรกับตลาดเพื่อแก้ปัญหาตลาดล้มเหลว เป็นต้น >> เปิดดูวิดีโอ
3. นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมเป็นผู้อภิปรายในหัวข้อ 'Creating Shared Norms : The Century’s Leadership Challenge' ซึ่งนายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นถึงความท้าทาย 3 เรื่อง
ในการสร้างบรรทัดฐานร่วมกัน (shared norms) ได้แก่ (1) การขาดค่านิยมร่วมกันในระดับโลก (shared global values) ดังจะเห็นได้จากความล้มเหลวของการเจรจาการค้ารอบโดฮา หรือการเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (2) กระบวนการด้านการเมืองที่ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่อง จากกลุ่มหัวรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น (3) ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนที่จะช่วยแก้ไขปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ในลักษณะที่จะนำผลกระทบต่อภายนอกที่เกิดจากการกระทำของตนมาพิจารณาปรับ ปรุงกระบวนการผลิต (“internalize economic externalities”) ทั้งนี้ หากโลกไม่มีความรับผิดชอบร่วมกัน เช่น ในการแก้ปัญหาโลกร้อน ก็ย่อมไม่สามารถสร้างบรรทัดฐาน (shared norms) ร่วมกันได้
ดังนั้น จึงต้องก้าวข้ามผ่านผลประโยชน์ของชาติและความสะดวกทางการเมืองในกระบวนทัศน์เดิม (old paradigm) โดยนายกรัฐมนตรีได้ยกตัวอย่างนโยบายปฏิรูปประเทศไทย
ที่ ได้รับฟังความเห็นประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบที่ต้องการเข้าถึงสวัสดิการ สังคม และได้ตอบสนองความต้องการประชาชนได้อย่างตรงความเป็นจริง โดยที่ประชุม ได้สรุปร่วมกันถึงบทบาทของผู้นำทางการเมืองจะต้องช่วยเสริมสร้างความเห็นของ สังคม โดยเน้นการดำเนินการอย่างครอบคลุม ค่านิยมที่เป็นสากลต้องเน้นสิ่งที่คนมีร่วมกันมากกว่าความแตกต่าง
>> เปิดดูวิดีโอ

4. นายกรัฐมนตรีได้ร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Stabilizing Commodity Prices and Supply in a Resource-Constrained World” โดยนายกรัฐมนตรีได้หยิบยกประเด็น
การ ดำเนินการของไทยในการรักษาระดับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตรและสินค้าพลังงาน รวมทั้งวิสัยทัศน์ต่อการพัฒนาตลาดล่วงหน้าสินค้าเกษตรของไทยเพื่อช่วยบรรเทา ปัญหาของเกษตรกร
5. นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดการหารือระหว่างอาหารค่ำ Anti-Corruption Dinner ในหัวข้อ “Growing Big, Learning that Small is Beautiful : Doing Business with Integrity in Engines of Growth” โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความก้าวหน้าของการดำเนินการด้านการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทย ได้แก่ การที่บริษัทไทย 27 บริษัท
ร่วมลงนามใน Collective Action เพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน การดำเนินนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตรซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาคอร์รัปชันในสินค้าโภคภัณฑ์ของไทย การคัดเลือก
ผู้จัดทำเอกสารการประมูลในโครงการ mega projects อย่างไรก็ดี สิ่งที่ยังคงเป็นปัญหาของไทย ได้แก่ ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติยอมรับการฉ้อราษฎ์บังหลวง หากว่ามีผลงาน โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่าต้องให้การศึกษาในระดับโรงเรียนเพื่อสร้างค่านิยมใน การไม่ยอมรับการฉ้อราษฎ์บังหลวงตั้งแต่วัยเด็ก ทั้งนี้ ฝรั่งเศสแจ้งว่า การต่อต้านคอรัปชั่นจะเป็น 1 ใน 3 วาระที่ฝรั่งเศสต้องการผลักดันในการเป็นประธาน จี 20 ในปีนี้
6. นายกรัฐมนตรีได้รับเชิญเข้าร่วมหารือกับภาคธุรกิจยานยนต์โลกในหัวข้อ 'Thailand and the Global Automotive Industry' โดยมี CEOs ของค่ายรถยนต์ชั้นนำของโลกและบริษัทในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ Renault-Nissan, Audi, Hyundai, Volkswagen และ Michelin โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการเจริญเติบโตที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระดับ 1 ใน 15 ของโลก และนโยบายของไทยที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ และวิสัยทัศน์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของไทย
เพื่อให้ไทยเป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับ 1 ใน 10 ของโลกภายใน 2016 โดยได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นถึงโอกาสของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย การส่งเสริมการผลิตวิศวกร และการลดอุบัติเหตุทางถนน
7. ในกิจกรรม Business Interaction Group on Thailand นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับ CEOs จากบริษัทชั้นนำของโลก อาทิ จากอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ประกันภัย ปิโตรเคมี และพลังงาน เป็นต้น โดยนายกรัฐมนตรีได้บรรยายสรุปถึงพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและโครงการลงทุนต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งภาคธุรกิจได้แสดงความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศไทย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยว่าได้ยกเลิก พ.ร.บ. ฉุกเฉินแล้ว โดยประชาชนไทยส่วนใหญ่เห็นชอบต่อแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาล และการเลือกตั้งในปีนี้จะเกิดขึ้นภายหลังกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น และบรรลุเงื่อนไขสำหรับการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม สำหรับสถานการณ์ในภาคใต้ รัฐบาลเน้นการพัฒนา นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงถึงนโยบายด้านสังคมของรัฐบาลและโอกาสทางธุรกิจต่างๆ อาทิ การผ่อนคลายกฎหมายด้านประกันชีวิต การอนุมัติการเช่าที่ดินของชาวต่างชาติ 30 ปี เป็นต้น ในช่วงถามตอบ นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงถึงนโยบายการขยาย broadband ที่จะทำให้ประชาชนร้อยละ 80 สามารถเข้าถึงได้ภายใน 4 ปี การสร้างเสริมอาชีพและความชำนาญโดยเน้นบัณฑิตจบใหม่ โดยรัฐบาลจะส่งเสริมการศึกษาสายอาชีวะเพื่อลดปัญหาความไม่สอดคล้องของการ ศึกษาและความต้องการของตลาด โดยนายกรัฐมนตรีได้แสดงความหวังว่าภาคธุรกิจจะดำเนินกิจการที่ตอบสนองต่อ ความต้องการของสังคมไทย ทั้งนี้ ประเทศไทยจะไม่แข่งขันในโลกโดยใช้ค่าแรงราคาต่ำเป็นจุดขาย แต่จะใช้กระบวนทัศน์ใหม่
(new paradigm) และตลาดเฉพาะ (niche)
8. นายกรัฐมนตรีได้พบหารือทวิภาคีกับบุคคลต่างๆ >>> รายละเอียดการพบหารือทวิภาคี
9. นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างๆ >>> รายละเอียดการให้สัมภาษณ์ สามารถสืบค้นได้ในเวปไซต์ ของสำนักข่าว Bloomberg สถานีโทรทัศน์ CNN
สำนักข่าว Associated Press สำนักข่าว CNBC และ สำนักข่าว Financial Times

|