บทบาทของไทยในเอเปค

บทบาทของไทยในเอเปค

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 9 พ.ย. 2565

| 12,604 view

บทบาทของไทยในเอเปค

 บทบาทของไทยในเอเปคอาจแบ่งได้เป็นสี่ช่วงหลักๆได้แก่
               1. สมัยก่อตั้งเอเปค ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคครั้งที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2535 ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี  ใน การประชุมครั้งนั้น นายอาสา สารสิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้ แทนฝ่ายไทย ที่ประชุมนี้ประกาศปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) เพื่อจัดตั้งสำนักเลขาธิการเอเปค (APEC Secretariat) เป็นการถาวร ณ สิงคโปร์ ซึ่งต่อมาได้มีบทบาทในการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของเอเปคในมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ไทยได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมในคณะทำงานต่างๆของเอเปคสม่ำเสมอ และได้เสนอโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ECOTECH) เพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนจากงบประมาณกลางเอเปคในคณะทำงานต่างๆ เช่น คณะทำงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คณะทำงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น
               2. สมัยวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซีย  ใน ช่วงเวลาดังกล่าวไทยได้มีบทบาทนำในการรณรงค์ให้มีการหารือเกี่ยวกับปัญหา วิกฤตเศรษฐกิจในที่ประชุมผู้นำเศรษฐกิจครั้งที่ 5 เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ณ นครแวนคูเวอร์ แคนาดา เพื่อแสดงให้เห็นว่า เอเปคเป็นองค์กรความร่วมมือที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก และมีความสามารถในการตอบสนองต่อปัญหาระดับภูมิภาคได้อย่างทันท่วงที ซึ่งผลจากการประชุมดังกล่าวสามารถสื่อสารให้สาธารณชนรับทราบถึงความมุ่งมั่น ร่วมกันในการแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง
               3. ช่วงการเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมเอเปค   ไทย ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคระดับผู้นำในปี พ.ศ. 2546 ซึ่งได้รับคำชมและการยอมรับอย่างสูงถึงประสิทธิภาพในการดำเนินกิจกรรมดัง กล่าว ทั้งในด้านสารัตถะและพิธีการ ในโอกาสดังกล่าวไทยได้เสนอให้เอเปคให้ความสำคัญกับประเด็นความร่วมมือด้าน สาธารณสุข เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคซาร์สและไข้หวัดนก ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มทำงานด้านสาธารณสุข (Health Task Force) ซึ่งต่อมาได้มีบทบาทในด้านสาธารณสุขอื่น เช่น โรคเอดส์
               4. ระยะวิกฤตการเงินโลก จากการที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตการการเงินอย่างหนักในช่วงปี พ.ศ. 2552 – 2556 ทำให้เอเปคต้องปรับตัวและร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่าง จริงจัง โดยอาศัยแนวความคิดในการสร้างยุทธศาสตร์ของความเจริญเติบโตแบบใหม่ (APEC Growth Strategy) ที่เน้นการสร้างการเจริญเติบโตอย่างสมดุล (Balanced Growth) เท่าเทียม (Inclusive Growth) ยั่งยืน (Sustainable Growth) และตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความรู้ (Knowledge-Based Growth) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางยุทธศาสตร์ประเทศไทย เช่นเดียวกัน
 

 

กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
6 มกราคม 2557