รายงานสรุปผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 1/2011

รายงานสรุปผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 1/2011

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 2,864 view

รายงานสรุปผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 1/2011

และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 12 มีนาคม 2554

 

            หัวข้อหลักของการประชุมเอเปค ในปีนี้คือ การสร้างเขตเศรษฐกิจที่ไร้รอยต่อในภูมิภาค (Seamless Regional Economy) โดยสหรัฐฯ ในฐานะเจ้าภาพการประชุม ให้ความสำคัญกับ  3 หัวข้อหลัก ได้แก่

                     1.1  การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการรวมตัวทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดในภูมิภาค  และการขยายการค้า 

                     1.2  การส่งเสริมการเจริญเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Growth) 

                     1.3  การส่งเสริมความร่วมมือด้านกฎระเบียบ 

 

  • สุนทรพจน์ของนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2554 ก่อนเริ่มการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค สรุปได้ดังนี้

                     1.ความ มั่งคั่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในระยะที่ผ่านมาเป็นผลโดยตรงจาก การเพิ่มการค้าและการลงทุน แต่การเจริญเติบโตดังกล่าวได้สร้างความท้าทายรูปแบบใหม่ อาทิ    ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น เขตเศรษฐกิจจะต้องดำเนินการร่วมกันในลักษณะการเป็นหุ้นส่วน (partnership) โดยเน้นหลักการ 4 ประการ ได้แก่ เปิดกว้าง (open) เสรี (free) โปร่งใส (transparent) และยุติธรรม (fair) 

         2. รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เนื่องจากเชื่อว่า ความมั่นคงและมั่งคั่งของสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และของโลก โดยในระยะต่อไป สหรัฐฯ จะมุ่งส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง เสรี โปร่งใส และยุติธรรม ในเอเชีย-แปซิฟิก โดยการบรรลุเป้าหมาย 3 เรื่อง ได้แก่ (1) ความตกลงการค้าเสรีเกาหลีใต้ – สหรัฐฯ ซึ่งได้รับการรับรองจากรัฐสภา (2) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจข้ามแปซิฟิก (Trans-Pacific Economic Partnership Agreement – TPP) ซึ่งการเจรจามีความคืบหน้าในทุกประเด็น และ (3) การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคที่มีผลเป็นรูปธรรมและมุ่งเน้นผล (productive, results-oriented APEC 2011)

            ทั้งนี้ นางคลินตัน ได้แสดงความหวังว่า TPP จะเป็นพื้นฐานนำไปสู่ FTAAP โดยเน้นการสร้างความร่วมมือ   ใน ประเด็นการค้ามิติใหม่ (Next Generation Trade Issues) ได้แก่ ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน สิ่งแวดล้อม แรงงาน นวัตกรรม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น

 

  • การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (Regional Economic Integration - REI)

      เป้าหมายโบกอร์ (Bogor Goals)

    1. ที่ ประชุมเห็นพ้องว่า แม้ว่าเขตเศรษฐกิจสมาชิกส่วนหนึ่งจะได้รับการประเมินว่าบรรลุเป้าหมายโบกอร์ ในระดับที่น่าพอใจเมื่อปี ค.ศ. 2010 แต่ผลการประเมินพบว่า ยังคงมีสาขาที่ต้องปรับปรุงอยู่ ดังนั้น ทุกเขตเศรษฐกิจจึงควรเข้ารับการประเมินพร้อมกันอีกครั้งในปี ค.ศ. 2020

     2. ใน การทบทวนความคืบหน้าของแต่ละเขตเศรษฐกิจในการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ ที่ประชุมเห็นพ้องว่าควรมอบหมายให้สำนักเลขาธิการเอเปค โดย APEC Policy Support Unit (PSU) ปรับปรุงกระบวนการ Individual Action Plan (IAP) และ IAP Update Template  ให้ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดการใช้งบประมาณและทรัพยากรลง รวมทั้งปรับปรุงเว็บไซต์ IAP ให้เป็นมิตรกับ  ภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น โดยขอคำปรึกษาจากสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council – ABAC) และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีการตีพิมพ์อยู่แล้ว เช่น WTO Trade Policy Review Mechanism (TPRM) ทั้งนี้ ให้ PSU ศึกษารูปแบบใหม่ของ IAP ร่วมกับคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุนของเอเปคและ ABAC และรายงานผลต่อที่ประชุม SOM2/2011 ในเดือนพฤษภาคมต่อไป

ประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ (Next Generation Trade and Investment Issues)

                        1. สหรัฐฯ ได้จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการนิยามประเด็นการค้าการลงทุนมิติ ใหม่ว่า อาจแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) ประเด็นดั้งเดิม แต่ต้องมีดำเนินการในรูปแบบใหม่เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางการค้าของโลกเปลี่ยน แปลงไป และ 2) ประเด็นใหม่ที่ไม่ถือเป็นประเด็นการค้าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา แต่มีผลกระทบโดยตรงต่อการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน                                                         2. ทุกเขตเศรษฐกิจเห็นพ้องว่าแนวทางที่ดีที่สุดคือ การเลือกบางประเด็นที่จัดว่าเป็นประเด็นมิติใหม่ และพัฒนาแนวทางดำเนินการกับประเด็นดังกล่าวในปี 2554 และประเมินความต้องการด้านการพัฒนาความสามารถของเขตเศรษฐกิจในการจัดการกับ ประเด็นนั้นๆ โดยสหรัฐฯ ได้นำเสนอประเด็นที่อาจพิจารณาให้เป็นประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ ได้แก่  SMEs นวัตกรรมและการเข้าถึงเทคโนโลยี การเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน การค้าและแรงงาน การค้าและสิ่งแวดล้อม cloud computing การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา  อย่าง ไรก็ดี บางเขตเศรษฐกิจ รวมทั้งไทยได้แสดงความห่วงกังวลต่อบางประเด็นที่สหรัฐฯ เสนอ โดยเห็นว่าอาจไม่ใช่ประเด็นร่วมสำหรับทุกเขตเศรษฐกิจ อาทิ cloud computing

                        3. ที่ประชุมฯ ได้เห็นพ้องให้จัดตั้ง Friends of the Chair on next generation trade and investment issues  นำ โดยสหรัฐฯ เพื่อจัดทำบัญชีหัวข้อที่น่าจะจัดให้เป็นประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ เพื่อเสนอต่อที่ประชุม CTI2/2011 ในเดือนพฤษภาคม 2554 รวมทั้งเสนอแนวทางการพัฒนาความสามารถที่ชัดเจน มีประสิทธิผลและเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าทุกเขตเศรษฐกิจได้รับประโยชน์โดยทั่วถึงกัน

            ยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ (APEC New Strategy for Structural Reform – ANSSR)

                        1. ที่ ประชุมเห็นชอบกับแผนกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการกำหนดประเด็นหลักและวางแผนงาน การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของสมาชิกตามที่สหรัฐฯ เสนอ ซึ่งประกอบด้วย 1) Symposium ในช่วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2/2554 ในช่วงเดือนพฤษภาคม ที่เมือง Big Sky  มลรัฐ Montana

2) Residential Training Course ในช่วงเดือนสิงหาคม ที่สิงคโปร์  3) Workshop เกี่ยวกับแนวทางการประเมินความก้าวหน้าของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ในช่วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่  3/2554  ใน ช่วงเดือนกันยายน ที่นครซานฟรานซิสโก โดยมีกำหนดที่จะรวบรวมประเด็นหลักและแผนงานของแต่ละเขตเศรษฐกิจให้แล้วเสร็จ เพื่อเสนอให้เจ้าหน้าที่อาวุโสให้การรับรองในการประชุม Concluding Senior Official Meeting (CSOM) และนำเสนอต่อที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายน 2554 ต่อไป

                        2. ออสเตรเลียประกาศให้การสนับสนุนเป็นเงิน 3 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเพื่อดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้ ANSSR โดยส่วนหนึ่งจะใช้ในการจัดสัมมนาและการอบรมตามข้อ 1 และอีกส่วนหนึ่งจะจัดตั้งเป็น APEC Support Fund for ANSSR เพื่อให้การสนับสนุนการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้อง

                        3. สหรัฐฯ เสนอให้แต่ละเขตเศรษฐกิจแจ้งชื่อผู้ประสานงานหลักที่จะทำหน้าที่ดูแลการดำเนินการตามแผน ANSSR และเสนอให้สมาชิกพิจารณาการเป็นเขตเศรษฐกิจนำร่องโดยความสมัครใจ โดยให้นำเสนอประเด็นหลักและแผนงานของการปฏิรูปโครงสร้างดังกล่าวในช่วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3/2554

            ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business – EoDB)

                        1. โดยที่กิจกรรม EoDB ช่วงที่ 1 ซึ่งเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ เป็นเลิศระหว่างสมาชิกเอเปคในการปรับปรุงความสะดวกใน การดำเนินธุรกิจใน 5 สาขาได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ที่ประชุมสนับสนุนให้สมาชิกที่มีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม EoDB ช่วงที่ 2 ซึ่งเขตเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จในสาขานั้นๆ จะไปวิเคราะห์กระบวนการทำงานและจะจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงให้กับเขต เศรษฐกิจที่แสดงความสนใจเข้าร่วม EoDB ช่วงที่ 2

                        2. ที่ประชุมเห็นว่า การประเมินการบรรลุการปรับปรุง EoDB ของสมาชิกเอเปคใน 5 สาขา ตามเป้าหมายร้อยละ 5 ในปีนี้ ควรทำการประเมินทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เนื่องจากสมาชิกบางส่วนเห็นว่าการประเมินเชิงปริมาณตามเกณฑ์ของธนาคารโลกไม่ สามารถสะท้อนถึงการดำเนินการและความพยายามของสมาชิกในการปรับปรุง EoDB ได้ทั้งหมด

            การส่งเสริมการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

                        1. สหรัฐฯ แจ้งว่าจะจัดการหารือร่วมระหว่างรัฐมนตรีเอเปคว่าด้วยการค้าและรัฐมนตรีเอ เปคว่าด้วยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 และการประชุมระดับรัฐมนตรีเอเปคว่าด้วยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (APEC Small and Medium Enterprises Ministerial Meeting – SMEMM) ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2554 ที่เมือง Big Sky มลรัฐ Montana ภายใต้หัวข้อหลัก “Levering Partnerships with APEC Small Businesses to Foster Innovation and Create an Entrepreneurial Society”

                        2. สหรัฐฯ ได้เสนอเอกสารเรื่อง Addressing Barriers to Trade for SMEs in APEC เพื่อให้สมาชิกพิจารณาประกอบการจัดทำรายการอุปสรรคของ SMEs ที่สำคัญ 10 ประการแรก ซึ่งจะนำเสนอต่อที่ประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีเอเปคว่าด้วยการค้าและรัฐมนตรี เอเปคว่าด้วยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้การรับรองต่อไป

 

  • การสร้างความเจริญเติบโตสีเขียว (Green Growth)

            สหรัฐฯ แจ้งต่อที่ประชุมฯ ถึงแผนการดำเนินการในปี 2545 แบ่งออกเป็น 3 มิติ ดังนี้

                        1. การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) ได้แก่ การลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงอย่างไม่มีประสิทธิภาพ (Inefficient fossil fuel subsidy) การลดอัตราส่วนของปริมาณพลังงานที่ใช้ต่อผลของกิจกรรม (Energy Intensity) และการผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นสีเขียว (Greening electricity generation) 

                        2. มิติด้านการค้า อาทิ การลดอุปสรรคทางการค้าสินค้าและบริการ

สิ่ง แวดล้อม (EGS) และสินค้าผลิตซ้ำ (remanufactured goods) การแก้ปัญหาการตัดไม้ผิดกฎหมายและการค้าที่เกี่ยวข้อง และการลดภาษีนำเข้ารถยนต์ต้นแบบที่มีคาร์บอนต่ำ  

                        3. มิติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ได้แก่ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการ Low-Carbon Model Town

            ที่ ประชุมสนับสนุนข้อเสนอเรื่อง Establishing an APEC Strategy on Illegal Logging and Associated Trade และโครงการ Low-Carbon Model Town อย่าง ไรก็ตาม ส่วนใหญ่ยังคงมีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับประเด็นสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม และสินค้าผลิตซ้ำ ว่ายังไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนและไม่มีมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน หลายเขตเศรษฐกิจ อาทิ ไทย จีน อินโดนีเซีย บรูไน เปรู จึงเสนอว่าเอเปคควรร่วมมือในด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถของสมาชิกไป พร้อมๆ กับการส่งเสริมด้านการค้า นอกจากนี้ หลายเขตเศรษฐกิจยังมีความกังวลต่อข้อเสนอในการลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง ว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค และโดยที่ปัจจุบัน มีกรอบความร่วมมืออื่นๆ อาทิ G20 ดำเนินการเรื่องนี้อยู่แล้ว เอเปคจึงควรเน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศในการเยียว ยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงการสนับสนุนการผลิตพลังงานทางเลือก

 

  • การส่งเสริมและขยายความร่วมมือด้านกฎระเบียบ สหรัฐฯ เสนอให้มีการจัดตั้งกลไก Friends of the Chair on Regulatory Convergence ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสเพื่อดำเนินการด้านการส่งเสริมและขยายความร่วมมือด้านกฎระเบียบระหว่างสมาชิกใน 2 ด้านหลัก ดังนี้

                        1. การส่งเสริมให้สมาชิกนำเอาแนวปฏิบัติที่ดีในการออกกฎระเบียบ (Good Regulatory Practices) ไปปฏิบัติในเขตเศรษฐกิจของตน โดยให้พัฒนาแนวทางการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในการนำเอาแนวปฏิบัติที่ดีใน การออกกฎระเบียบไปปฏิบัติ เช่น การประเมินผลกระทบจาก       การบังคับใช้กฎระเบียบ (Regulatory Impact Assessment - RIA) การสร้างกลไกการปรึกษาหารือสาธารณะ และการสร้างกลไกหรือสถาบันเพื่อประสานงานออกกฎระเบียบภายใน เป็นต้น โดยมีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนและมีกลไกทบทวนการดำเนินงาน

                        2. การจัดทำแผนความร่วมมือด้านกฎระเบียบของเอเปค (Regulatory Cooperation Plan) โดยประเมินความร่วมมือด้านกฎระเบียบจากงานของคณะกรรมการและคณะทำงานต่างๆ ภายใต้เอเปคที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เพื่อรวบรวมแนวปฏิบัติที่ดีที่จะส่งเสริมการค้าและการลงทุน และจัดทำเป็น APEC Regulatory Cooperation Plan เพื่อกำหนดแนวทางสำหรับความร่วมมือด้านกฎระเบียบในภูมิภาค ทั้งนี้ ผลการดำเนินการในข้อ 5.1 และ 5.2 จะถูกนำเสนอต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรีเอเปคและที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอ เปคเพื่อให้การรับรอง ในเดือนพฤศจิกายน 2554

 

  • การปฏิรูปเอเปค (APEC Reform) สหรัฐฯ เสนอให้ดำเนินการปฏิรูปองค์กรเอเปคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและลดความซ้ำซ้อนของคณะทำงานต่างๆ ใน 2 รูปแบบ ได้แก่

1. การยุบรวมคณะทำงานเอเปค (Streamlining APEC sub-fora) ที่ประชุมฯ รับทราบรายงานการประชุมร่วมระหว่างคณะทำงานด้านการประมง (Fisheries Working Group) และคณะทำงานเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล (Marine Resources Conservation Working Group) ซึ่งเห็นพ้องให้ยุบรวมคณะทำงานทั้งสองเข้า ด้วยกันเป็นคณะทำงานทางสมุทร (Ocean Working Group) โดยจะยังคงไว้ซึ่งงานทั้งทางด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ทางทะเล อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการสรุปถึงรายละเอียดของการยุบรวม โดยจะมีการหารือและตัดสินใจร่วมกันในช่วงการประชุมร่วมของคณะทำงาน    ทั้งสองที่บาหลีในเดือนมิถุนายน 2554 ต่อไป

2. การจัดตั้งหุ้นส่วนทางนโยบายภาครัฐและเอกชน  (Public-Private Policy Partnership - PPPP) เพื่อประสานการทำงานระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการกำหนดแนวนโยบายของเอเปค โดยจะมีการประชุมร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และการประชุมระหว่างหน่วยงานภาครัฐอีก 1– 2 ครั้งต่อปี โดยในเบื้องต้น สหรัฐฯ เสนอให้มีการจัดตั้ง (1) Public-Private Policy Partnership on Women in the Economy โดยยุบรวม Gender Focal Point Network (GFPN) และ Women’s Leadership Network เข้าด้วยกัน และ (2) การจัดตั้ง APEC Policy Partnership on Food Security โดยยุบรวม Agricultural Technical Cooperation Working Group (ATCWG) เข้ากับ Friends of the Chair on Food Security Issues  ทั้ง นี้ ที่ประชุมฯ เห็นพ้องว่า การเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเป็นเรื่องที่ดี และควรให้การสนับสนุน อย่างไรก็ตาม สมาชิกส่วนใหญ่ยังมีข้อสงวนในการให้ภาคเอกชน   เข้า มามีบทบาทในการตัดสินใจประเด็นทางนโยบายของเอเปค รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับการยุบรวม ATCWG ทั้งนี้ สหรัฐฯ จะปรับปรุงข้อเสนอดังกล่าวให้มีรูปแบบความร่วมมือที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกรอบ PPPP on Women in the Economy ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุมมากกว่า  

 

  • ข้อสังเกตและพิจารณา

                        1. สุนทรพจน์ ของนางคลินตันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จะใช้เวทีเอเปคในการผลักดันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยมุ่งเป้าหมายการเป็นผู้นำในภูมิภาคและเพิ่มการส่งออก โดยจะเห็นได้ว่าประเด็นหลักของเอเปคในปี ค.ศ. 2011 ให้ความสำคัญและมุ่งผลักดันประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจและได้รับผลประโยชน์ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และความร่วมมือด้านกฎระเบียบ โดยวางกำหนดเวลาให้แล้วเสร็จในช่วงที่ตนเป็นเจ้าภาพ เพื่อให้เป็นผลงานที่เป็นรูปธรรม       อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยังไม่ตกผลึกทางความคิดในหลายเรื่องที่นำเสนอ โดยยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินการเพื่อไปสู่ผลลัพธ์ดังกล่าว  ประกอบ กับการที่สหรัฐฯ มักนำเสนอแนวคิดที่ค่อนข้างกระชั้นชิดก่อนเวลาประชุมไม่นาน ทำให้หลายเขตเศรษฐกิจไม่มีเวลาเตรียมตัวเพียงพอในการศึกษา และปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบของตน ส่งผลให้ค่อนข้างมีแรงต้านจากหลายเขตเศรษฐกิจต่อข้อเสนอต่างๆ ของสหรัฐฯ

                        2. สหรัฐฯ มีความพยายามอย่างมากที่จะเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในการดำเนินงานของเอเปค ดังจะเห็นได้จากความพยายามผลักดันแนวคิดเรื่องการจัดตั้ง PPPP การริเริ่มให้มีผู้แทนSMEs เข้าร่วมการประชุมที่เกี่ยวข้องของ SMEs Working Group รวมทั้งพยายามให้ ABAC  เข้ามามีบทบาทในการให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายในประเด็นต่างๆ ของเอเปคมากขึ้น

                        3. ประเด็นการเตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Preparedness) ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่นในระหว่างช่วงเวลาการประชุมเจ้า หน้าที่อาวุโส ส่งผลให้สหรัฐฯ ซึ่งเดิมไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความมั่นคงมนุษย์และไม่ได้บรรจุ ประเด็นดังกล่าวไว้ในหัวข้อการประชุมครั้งนี้ ต้องเพิ่มวาระการประชุมเรื่องการป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยที่ประชุมได้เห็นพ้องกันว่า เนื่องจากมีกรอบความร่วมมือหลายกรอบที่ดำเนินการด้านการประสานข้อมูลในการ เตือนภัยอยู่แล้ว เอเปคจึงควรเน้นบทบาททางด้านเศรษฐกิจการค้า รวมถึงการเตรียมความพร้อมภาคเอกชนให้สามารถรับมือและฟื้นตัวในกรณีเกิดภัย พิบัติ เพื่อให้การค้าและการลงทุนดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง


กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

2 พฤษภาคม 2554