เส้นทางผักผลไม้ไทยไปสหภาพยุโรป

เส้นทางผักผลไม้ไทยไปสหภาพยุโรป

วันที่นำเข้าข้อมูล 6 มี.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 25,457 view


เส้นทางผักผลไม้ไทยไปสหภาพยุโรป

เพ็ญแข อินทรสุวรรณ
กองยุโรป 1 กรมยุโรป
กระทรวงการต่างประเทศ
(
www.mfa.go.th/business และอีเมล์ [email protected])

 
               สินค้าเกษตรและอาหารของไทยมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก รวมถึงพืชผักและผลไม้หลายประเภทก็ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดต่างประเทศ อาทิ มะม่วง มังคุด และทุเรียน เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังส่งออกเครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร เช่น เครื่องแกงสำเร็จรูป ซอสพริก น้ำปลา และสินค้าอาหารแปรรูปอีกหลากหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นอาหารกระป๋อง อาหารพร้อมบริโภค อาหารทะเลแช่แข็ง ไปจนถึงผลไม้แปรรูป โดยเมื่อปี 2553 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรครองสัดส่วนการส่งออกถึง 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท และในจำนวนดังกล่าว ไทยได้ส่งออกไปตลาดสหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) เป็นมูลค่าประมาณ 128,000 ล้านบาท

               สินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยส่งออกไป EU มากที่สุด คือ ไก่แปรรูป ตามด้วยอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป สินค้าประมง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ซึ่งปริมาณการส่งออกข้างต้นได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพสินค้าเกษตรของไทยที่ได้มาตรฐานและเป็นที่นิยมของผู้บริโภคที่ไทยควรภาคภูมิใจ เพราะ EU เป็นตลาดที่มีความเข้มงวดอย่างมากในเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร สินค้าทุกชนิดมีกฎระเบียบหรือมาตรฐานกำกับ ทั้งตัวสินค้า บรรจุภัณฑ์ วัสดุที่จะใช้ในการหีบห่อ แม้กระทั่งการติดฉลาก นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานภาคเอกชนที่ห้างร้านที่เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ ภายใน EU กำหนดขึ้นเองนอกเหนือจากมาตรฐาน EU กลางด้วย

               สำหรับผักและผลไม้สดของไทยนั้น ก็ถืออีกหนึ่งประเภทสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปยุโรปเมื่อปี 2553 โดยการส่งออกผักผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง มีมูลค่ารวมถึง 1,763.3 ล้านบาท และเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อาหาร การส่งออกผักผลไม้ไป EU ก็จะต้องได้มาตรฐานและมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพที่เข้มงวด แบ่งออกเป็น 2 ด้านหลักๆ ได้แก่ ด้านสุขอนามัย คือ การตรวจสอบสารตกค้างที่จะต้องไม่มีสารเคมีหลงเหลืออยู่ในผักผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ปุ๋ย หรือสารเคมีปลอมปนอื่นๆ และการตรวจสอบเชื้อจุลินทรีย์ว่าจะต้องไม่มีเชื้อโรคปลอมปน เช่น เชื้อซัลโมแนลลา และเชื้ออีโคไล อีกด้านหนึ่งคือ ด้านสุขอนามัยพืชที่จะต้องตรวจสอบว่าผักผลไม้ต้องปราศจากศัตรูพืช

กรณีผักผลไม้ถูกตรวจพบปัญหาสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช

                หากผักและผลไม้ไปถึงด่านนำเข้าในประเทศสมาชิก EU แล้ว พบปัญหาสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชจากการสุ่มตรวจก็จะถูกห้ามนำเข้า บางกรณีถูกทำลายทิ้ง หากเป็นปัญหาด้านสุขอนามัยจะโดนประกาศแจ้งเตือนในระบบเตือนภัยที่เชื่อมโยงกันระหว่างประเทศสมาชิก EU ทั้งหมด 27 ประเทศ ซึ่งเรียกกันว่า ระบบแจ้งเตือนเร่งด่วนสำหรับอาหารและอาหารสัตว์

                ในแต่ละปี หน่วยงานของยุโรปจะจัดทำรายงานสรุปออกมาโดยละเอียดว่าพบปัญหาเรื่องใดบ้าง เป็นสินค้าที่ส่งออกมาจากประเทศไหน และประเทศใดในยุโรปที่เป็นผู้ตรวจพบปัญหา โดยจะเป็นข้อมูลที่ทำให้ประเมินความเสี่ยงได้ต่อไปว่าสินค้าประเภทไหนจากประเทศใดที่ควรจับตามองเป็นพิเศษเนื่องจากพบปัญหาบ่อยครั้ง
บางกรณีอาจมีสินค้าผักผลไม้ที่มีปัญหาสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชหลุดรอดจากการถูกสุ่มตรวจเข้าไปจำหน่ายในร้านค้าของประเทศสมาชิก EU แต่ก็อาจถูกตรวจพบในกระบวนการสุ่มตรวจตามท้องตลาดได้อีก ซึ่งสินค้าก็จะถูกถอนออกจากร้านค้าแห่งนั้น

ความท้าทายของผักผลไม้ไทย

             การทำให้ผักผลไม้ปลอดจากปัญหาสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูก การทำความสะอาดพืชเพื่อบรรจุใส่หีบห่อ และการตรวจสอบ ความสะอาด (ปลอดสารเคมี เชื้อจุลินทรีย์ และแมลงศัตรูพืช) เพื่อเตรียมส่งออกต่อไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนักและมีค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกัน แต่หากส่งออกได้ ก็จะได้ราคาดีมาก เนื่องจากราคาผักผลไม้ไทยในต่างประเทศทุกประเภทล้วนอยู่ในหมวดสินค้าราคาแพง

              จุดเด่นของผักไทย โดยเฉพาะกะเพราและโหระพา มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้ในปัจจุบัน มีความพยายามที่จะซื้อเมล็ดพันธุ์พืชของไทยเพื่อไปเพาะในเรือนกระจกภายใน EU เช่น ในเนเธอร์แลนด์เริ่มมีการผลิตและจำหน่ายโหระพาและสะระแหน่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เหมือนกันเสียทีเดียวก็คงเป็นเรื่องกลิ่นนี่เอง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะนิ่งนอนใจ เพราะวิทยาการสมัยนี้สามารถใช้พัฒนาในเรื่องต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งเรื่องการเพาะปลูกพืชด้วยเช่นกัน
 
            ขณะเดียวกัน ก็อาจมีประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียหรือแอฟริกาเหนือพยายามผลิตผักผลไม้ประเภทเดียวกับไทยเพื่อส่งออกไป EU เป็นคู่แข่งของไทยด้วย ซึ่งต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

การเพาะปลูกพืชให้ได้มาตรฐานส่งออก

          หน่วยงานของไทยที่สามารถให้ความรู้ในเรื่องนี้ได้ คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานควบคุมมาตรฐานสินค้าพืชในไทย รวมทั้งเป็นหน่วยงานที่ออกใบรับรองประกอบการส่งออกด้วย โดยทางกรมวิชาการเกษตรเองก็ได้พยายามสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรให้เพาะปลูกพืชตามหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice หรือ GAP) มาตลอด ซึ่งหมายถึง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีในทุกขั้นตอนการผลิตที่ดำเนินการในระดับเกษตรกร เพื่อให้ได้ผลิตผลที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อการบริโภคตามมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือมาตรฐานสากล

 วิธีการปลูกพืชตามหลักการ GAP 8 ข้อ ในคู่มือของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้แก่

(1) ใช้น้ำจากแหล่งน้ำสะอาด
(2) ปลูกในพื้นที่ที่ดี ไม่มีเชื้อโรค ไม่มีสารพิษในดิน
(3) ใช้และเก็บปุ๋ย/สารเคมีอย่างถูกต้อง
(4) ผลิตตามแผนควบคุมคุณภาพสำหรับพืชแต่ละชนิด
(5) สำรวจศัตรูพืช ป้องกัน และกำจัดอย่างถูกต้อง
(6) เก็บเกี่ยวผลผลิตถูกเวลา ถูกวิธี
(7) ขนย้ายและเก็บรักษาผลผลิตอย่างสะอาดและปลอดภัย
(8) จดบันทึกทุกขั้นตอน

            เกษตรกรที่สนใจจะขอรับการรับรองการปลูกพืชตามระบบ GAP สามารถสมัครได้ที่ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรและกรมการข้าวในพื้นที่ โดยจะได้รับคำแนะนำ  และการถ่ายทอดความรู้ เพื่อจะได้ใบรับรองต่อไป

           ข้อดีของการปลูกพืชตามหลักการ GAP คือ พืชผักจะสะอาดปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค หากจำหน่ายในเมืองไทย คนไทยก็จะได้ทานของดีมีประโยชน์ หรือถ้าจะส่งออกก็สามารถส่งโรงคัดบรรจุที่ส่งออกผักผลไม้ไปต่างประเทศได้ สร้างชื่อเสียงให้ผักผลไม้ไทยว่ามีคุณภาพสูง และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการ

ช่องทางการตลาดในยุโรป

             มี 2 ช่องทางหลักๆ ช่องทางแรก คือ การจำหน่ายในร้านชำซึ่งจำหน่ายผักผลไม้ให้ร้านอาหารไทย รวมทั้งผู้บริโภคโดยทั่วไป และช่องทางที่สอง คือ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่หรือซูเปอร์มาเก็ต ซึ่งมีสาขากระจายหลายแห่ง การส่งออกพืชผักไปร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ประเภทนี้ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่ร้านค้าปลีกเหล่านี้กำหนดเพิ่มเติมจากหลักการ GAP ซึ่งเพิ่มต้นทุนการผลิต แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะมีช่องทางการจำหน่ายที่กว้างขึ้นและจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น

            ข้อเสียเปรียบที่สำคัญของผักผลไม้ไทยในตลาดยุโรป คือ ต้นทุนในการขนส่ง เนื่องจากผักผลไม้เป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย จึงทำให้การขนส่งทางอากาศเป็นวิธีการขนส่งที่ดีที่สุด แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ราคาผักผลไม้ที่จำหน่ายในต่างประเทศแพงตามไปด้วย ซึ่งบางครั้งมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเมื่อเปรียบเทียบกับผักผลไม้เมืองร้อนที่มาจากประเทศที่ใกล้ยุโรปมากกว่า อาทิ จากประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน

ผักผลไม้ไทยในต่างประเทศ

             กระทรวงการต่างประเทศได้พยายามจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความรู้จักและส่งเสริมการบริโภคผักผลไม้ไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ การใช้ผักผลไม้ไทยในงานวันชาติ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ ยังมีการจัดเทศกาลวัฒนธรรมไทย เทศกาลอาหารไทย การมอบผลไม้ไทยเป็นของขวัญแก่บุคคลสำคัญในโอกาสวันปีใหม่ การจัดทำและเผยแพร่ตำราอาหารไทย หรือหนังสือเกี่ยวกับผักผลไม้ไทย และวิธีการรับประทานผลไม้ไทย รวมไปถึงการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบความปลอดภัยด้านอาหารของโดยวิทยากรจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างความรู้และแบ่งปันประสบการณ์กับคนไทยทั้งในภาคการผลิตและภาครัฐ เพื่อให้สามารถเลือกนำมาปรับใช้ในการปรับปรุงการผลิตพืชผักผลไม้และสินค้าเกษตรและอาหารของไทยต่อไป

              การทำการเกษตรเป็นอาชีพที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ดินฟ้าอากาศ ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โครงสร้างตลาดทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ รวมทั้งยังต้องอาศัยการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ 11 ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางการพัฒนาประเทศไทยในช่วงปี 2555 2559 ได้ระบุเรื่องยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งภาคเกษตรความมั่นคงของอาหารและพลังงานไว้ด้วย ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยให้เกษตรกรของไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น และทำให้ประเทศไทยมีทั้งความมั่นคงด้านอาหาร ความปลอดภัยด้านอาหาร ตอบสนองหลักการเศรษฐกิจพอเพียง และทำให้ภาคเกษตรกรรมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป