วันที่นำเข้าข้อมูล 21 มี.ค. 2555
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562
ปรับความคิด เปลี่ยนมุมมองต่อจีนในวันนี้ ผ่านการลงทุนของธุรกิจต่างชาติ :
จากยุค Made in China สู่ยุค Made for China
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง
กระทรวงการต่างประเทศ
(www.mfa.go.th/business อีเมล์ [email protected])

คุณรู้จักจีนในวันนี้ดีแค่ไหน? คำถามสั้นๆ นี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้เราหันมาปรับเปลี่ยนมุมมองที่เราเคยมีต่อจีนกัน ที่พูดเช่นนี้เพราะในปัจจุบัน คนไทยเราหลายคนยังมองจีนด้วยความคิดเดิมๆ แบบที่ใช้มองจีนเมื่อสมัย 20-30 ปีที่แล้ว นั่นก็คือ ประเทศแห่งของถูก ค่าแรงถูก และเจ้าแห่งการผลิตเพื่อส่งออก เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนไทยทั่วๆไปมักพูดถึงจีน
การกล่าวข้างต้นไม่ผิดอะไร หากเป็นการพูดถึงจีนเมื่อเริ่มเปิดประเทศได้ไม่นานนัก แต่หากจะพูดถึงจีนในปัจจุบันแล้วอาจบอกได้ว่าเป็นคนละเรื่อง ในบทความนี้ ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน (BIC) จะพาท่านไปพบข้อมูลต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่า ในวันนี้ จีนได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากน้อยเพียงใด เพื่อให้เราๆ ท่านๆ ได้เห็นจีนในอีกแง่มุมหนึ่งกัน
เศรษฐกิจจีนจากวันวานสู่วันนี้
เป็นที่รู้กันว่า จีนเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจของตนเองอย่างจริงจังในปี 2521 ภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิง ยุทธศาสตร์ เปิดประเทศ และ เปิดตลาดแลกเทคโนโลยี ถูกนำมาใช้ เพื่อดึงดูดทุนต่างชาติ ในช่วงการปฏิรูปแรกๆ นักลงทุนต่างชาติยังคงกล้าๆกลัวๆ กับคำว่า จีน ภายใต้ระบบคอมมูนอยู่มาก ทว่าผลกำไรอันน่าเย้ายวน ทำให้นักลงทุนต่างทิ้งความกลัวและยกพลเข้าขุดทองในจีน จนถึงวันนี้ ความสำเร็จของการปฏิรูปฯ รวมถึงการเข้าเป็นสมาชิก WTO ได้ทำให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตขึ้นแบบเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
คุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจีนได้รับการพัฒนามากกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะชาวจีนแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียงทางภาคตะวันออกลงมาถึงพื้นที่ปากแม่น้ำเพิร์ลบริเวณจีนตอนใต้
ปัจจุบัน จีนได้แซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นรั้งตำแหน่งประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก (รองจากสหรัฐฯ) หนำซ้ำ ยังมีแนวโน้มว่า เศรษฐกิจจีนจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาในอีก 8 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2563
จากยุค Made in China สู่ Made for China
เมื่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนภายในประเทศดีขึ้น อุปสงค์ภายในประเทศก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จากสถิติ ปี 2554 ที่ผ่านมา ชาวจีนใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 18.1226 ล้านล้านหยวน (ราว 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขยายตัวกว่าร้อยละ 17.1 ซึ่งหากสถานการณ์เป็นไปเช่นนี้ การใช้จ่ายภาคครัวเรือนของชาวจีนน่าจะแซงหน้าสหรัฐฯ ภายในปี 2559 ด้วยมูลค่าราวๆ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ยอดการใช้จ่ายภาคครัวเรือนของจีนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้มุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อการลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กล่าวคือ นักลงทุนเริ่มปรับเปลี่ยนทัศนะจากการลงทุนในจีน ด้วยเหตุผลที่หวังอาศัยค่าแรงถูก เพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปยังประเทศต่างๆ มาเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับพลเมืองกว่า 1.3 พันล้านคนในจีนแทน หรือพูดง่ายๆ คือ เทรนด์การลงทุนของต่างชาติได้เปลี่ยนจากยุค Made in China มาสู่ยุค Made for China แล้ว
จากผลสำรวจในปี 2554 ของสภาหอการค้าอเมริกันในจีนตอนใต้ พบว่า ในปัจจุบัน กว่าร้อยละ 75 ของบริษัทต่างชาติในจีน ผลิตสินค้าเพื่อขายในจีน
ตัวเลขดังกล่าว แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผลการสำรวจในประเด็นเดียวกันที่สภาหอการค้าฯ จัดทำในปี 2546 ซึ่งระบุว่า ร้อยละ 75 ของบริษัทต่างชาติในจีนเข้ามาดำเนินธุรกิจในจีนเพื่อใช้จีนเป็นฐานผลิตสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศ
ผลสำรวจข้างต้นมาจากการตอบแบบสอบถามของบริษัทต่างชาติในจีนตอนใต้ จำนวน 400 บริษัท ครึ่งหนึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน อีกครึ่งหนึ่งเป็นบริษัทจากชาติ/เขตเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรป ฮ่องกง ไต้หวัน แคนาดา ออสเตรเลีย รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียน ในจำนวน 400 บริษัทดังกล่าว มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ หรือประมาณ 5 บริษัท มาจากอาเซียนของเราซึ่งนับเป็นจำนวนที่น้อยมาก
บริษัทตะวันตก...เสือปืนไว
นอกจากผลสำรวจดังกล่าวแล้ว ยังมีตัวอย่างเชิงที่เป็นรูปธรรมว่า อินเตอร์แบรนด์จากชาติตะวันตกน้อยใหญ่ได้ปรับทิศทางการลงทุนของตัวเองในตลาดจีนเช่นไร เพื่อลุยตลาดจีนแทนการใช้จีนเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก
ค่ายรถยนต์หรูอย่าง BMW ผลิตรถยนต์รุ่น M3 Tiger ซึ่งเป็นรุ่น Limited Edition สำหรับจำหน่ายเฉพาะในจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น แบรนด์สินค้า Luxury จากฝรั่งเศส Hermes ก็ตั้ง Shop ภายใต้ชื่อแบรนด์ Shang Xia เฉพาะในจีน
หรือจะเป็นกระเป๋ายี่ห้อหรูจากอิตาลีอย่าง Gucci ก็ดีไซน์กระเป๋าที่ต้องบอกว่า จี๊น จีน เพื่อเอาใจชาวจีนกระเป๋าหนัก ชนิดที่ไฮโซเมืองไทยเห็นแล้วคงส่ายหัว เช่น สีสันที่แดงจัดจ้านและการใช้ลายมังกรเป็นจุดขาย
ไม่เว้นแม้แต่ Apple เอง ก็มีการเปลี่ยนสโลแกนบนเสื้อ T-shirt ที่ใช้แจกในงานเปิดตัว Apple Store แห่งใหม่ในนครเซี่ยงไฮ้จาก Design in California, Made in China มาเป็น Design in California, Made for China แถมตั้งเป้าจะเปิดเอ้าท์เล็ตใหม่อีก 25 แห่งทั่วจีนในปีมังกรทองนี้อีกด้วย
ถึงแม้สิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมการลงทุนของชาวต่างชาติในจีนจะทยอยสิ้นสุด โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ทางภาษี (ยกเว้นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ได้รับการส่งเสริมอยู่) ด้วยเหตุผลซึ่งทางการจีนระบุว่า เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ ความเท่าเทียมกัน และทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสมอภาค ก็ตาม แต่ตลาดบริโภคขนาดใหญ่ยังคงจุดประกายความคิดให้นักลงทุนรายเก่าปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุน และดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ให้ทยอยตบเท้าเข้าลงทุน เพื่อหวังชิงเค้กก้อนโตอันโอชะก้อนนี้อยู่เรื่อยๆ
โอกาสสำหรับนักลงทุนไทย
เห็นตัวอย่างการปรับตัวทางธุรกิจข้างต้นของบริษัทต่างชาติ หลายท่านอาจตั้งคำถามว่า แล้วบริษัทของไทยหล่ะ ได้ประโยชน์จากเทรนด์ที่เปลี่ยนไปของจีนบ้างหรือไม่ เท่าที่สังเกต BIC พบว่า บริษัทไทยหลายรายก็รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นอย่างดี โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ เช่น ซีพี และน้ำตาลมิตรผล
อย่างไรก็ดี ในส่วนของ SMEs ไทย หลายรายยังคงมองจีนว่า เป็นแหล่งผลิตของราคาถูกหรือแหล่งรับจ้างผลิตสินค้า OEM ที่มีต้นทุนต่ำ ทำให้ยังไม่เห็นลู่ทางและโอกาสในการลงทุนและขยายธุรกิจของตนในประเทศจีน
หลายท่านอาจไม่ทราบว่า อัตรา VAT สำหรับสินค้าแปรรูปของจีนคือ 17 เปอร์เซนต์ สูงกว่าไทยถึง 10 เปอร์เซนต์ ขณะที่การจ่ายค่าแรงของจีน นั้น ผู้ประกอบการจะต้องชำระค่าประกันต่างๆ ให้แก่ลูกจ้างด้วย ราวๆ 35 เปอร์เซนต์ของค่าจ้างด้วย (อาทิ กองทุนประกันการว่างงาน กองทุนที่อยู่อาศัย กองทุนการคลอดบุตร) ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายประกันสังคมของไทยที่ผู้ประกอบการจ่ายเงินสมทบให้ลูกจ้างเพียงประมาณร้อยละ 5 ของค่าจ้าง ตัวเลขคร่าวๆ นี้ คงสะท้อนให้เห็นได้ว่า ยุคของถูกและยุคค่าแรงถูกของจีนได้ผ่านพ้นไปไกลแล้ว
ตลาดจีนที่มีความใหญ่โต และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บวกกับความหลายทางเชื้อชาติวัฒนธรรม และความไม่เสมอภาคของระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกกับภาคตะวันตก ถือเป็นความท้าทายไม่น้อยสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้าไปแสวงหาโอกาสหรือขุดทองในแผ่นดินมังกร
ขอเพียงให้ศึกษาและวางกลยุทธ์ต่างๆ ให้ดี ก่อนจะบุกตลาดจีนครับ ซึ่ง BIC ยินดีจะให้ข้อมูลต่างๆ เพื่อสนับสนุนการเข้ามาลงทุนในจีนของผู้ประกอบการไทย
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)