ผลประโยชน์ของภาคธุรกิจในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก WEF

ผลประโยชน์ของภาคธุรกิจในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก WEF

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 3,032 view
 

การดำเนินการเพื่อเชิญชวนภาคธุรกิจเข้าร่วมเป็นสมาชิก WEF

กระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทต่างๆ เพื่อพิจารณาแนวทางความร่วมมือกับรัฐบาลในการใช้เวที WEF ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิก WEF  โดยในปัจจุบันมีภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก WEF แล้ว จำนวน 8 ราย

 



ผลประโยชน์ของภาคธุรกิจในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก WEF 

เวที WEF เป็น เวทีที่มีประสิทธิผลในการดำเนินยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเชิงรุกสำหรับการสร้าง เครือข่ายและพันธมิตรกับภาคธุรกิจ โดยภาคธุรกิจจะได้รับประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม ดังนี้
  1. การสร้างช่องทางเข้าถึงผู้นำจากรัฐบาล และ CEOs ในสาขาต่างๆ
  2. การสร้างเครือข่ายกับบริษัทสำคัญซึ่งเป็นสมาชิกของ WEF โดย WEF จะอำนวยความสะดวกในการประสานกำหนดการหารือทวิภาคีระหว่างการประชุมทุกระดับ เพื่อส่งเสริมการใช้เวที WEF ในการเจาะตลาดและขยายธุรกิจเพื่อเข้าสู่ global/regional supply chain ซึ่ง จะเป็นประโยชน์มาก สำหรับภาคธุรกิจไทยที่จะเริ่มไปลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากจะมีช่องทางเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายของประเทศที่เข้าไปลงทุน ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยาก
  3. การ เข้าถึงฐานข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์ทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพในสาขา ธุรกิจเฉพาะด้าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนกำหนดยุทธศาสตร์ของบริษัทในโลกปัจจุบัน
  4. การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและเตรียมความพร้อมภาคธุรกิจสำหรับการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาคและระดับโลก
  5. การพัฒนาศักยภาพของผู้นำภาคธุรกิจไทย ผ่านการมีส่วนร่วมในเวทีการอภิปรายร่วมกับผู้นำภาคธุรกิจระดับโลกซึ่งกิจกรรมที่ WEF จัด ขึ้น เป็นการเชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนข้อคิด เห็น และหากเทียบกับที่ภาคธุรกิจจะต้องส่งผู้บริหารไปเข้ารับการอบรมในหลักสูตร ของมหาวิทยาลัยธุรกิจชั้นนำ เช่น Harvard, Stanford ในแต่ละปี ก็น่าจะมีมูลค่าใกล้เคียงกัน
  6. การต่อยอดภารกิจของรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน
  7. การเป็นช่องทางเข้าถึงแนวโน้ม (trends) ของโลก
  8. การเป็นกระบอกเสียงของประเทศไทยในเวทีภาคเอกชนกันเอง
  9. การใช้เวทีของภาคเอกชนในต่างประเทศในการโน้มน้าวนโยบาย ที่เกี่ยวกับการค้าการลงทุนของบริษัทในประเทศนั้นๆ

 


ข้อมูลการเป็นสมาชิก WEF มีรายละเอียด ดังนี้

  1. สำหรับบริษัทระดับนำของโลก (top industry ranking) 1000 บริษัทที่มีรายรับ 5 พันล้านเหรียญ สรอ. ขึ้นไป/มีบทบาทนำในสาขาอุตสาหกรรมในระดับโลกหรือระดับภูมิภาค โดยแบ่งการเป็นสมาชิกเป็น
    3 ระดับ ได้แก่
  2. Strategic partnership
    - ค่าธรรมเนียม 500,000 ฟรังก์สวิส/ปี
    - สามารถมีส่วนร่วมในการหารือในสาขาอุตสาหกรรม/โครงการรายสาขาอุตสาหกรรม/ได้รับเอกสารรายงาน/ข้อมูลเชิงลึกรายสาขา
    - การเข้าร่วมในการประชุมประจำปีของ WEF มีค่าใช้จ่าย 18,000 ฟรังก์สวิส (CEO+ 3 ผู้บริหารระดับสูง) - เข้าร่วมการประชุมรายภูมิภาคของ WEF ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (CEO+ 6 ผู้บริหารระดับสูง)
    - เข้าร่วมการประชุม The Meeting of the New Champions มีค่าใช้จ่าย 8,000 ฟรังก์สวิส (CEO+ 3 ผู้บริหารระดับสูง)
  3. Industry partner
    - ค่าธรรมเนียม 250,000 ฟรังก์สวิส/ปี
    - สามารถมีส่วนร่วมในการหารือในสาขาอุตสาหกรรม/โครงการรายสาขาอุตสาหกรรม/ได้รับเอกสารรายงาน/ข้อมูลเชิงลึกรายสาขา
    - การเข้าร่วมในการประชุมประจำปีของ WEF มีค่าใช้จ่าย 18,000 ฟรังก์สวิส (CEO+ 1 ผู้บริหารระดับสูง)
    - เข้าร่วมการประชุมรายภูมิภาคของ WEF ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (CEO หรือผู้บริหารระดับสูง)
    - เข้าร่วมการประชุม The Meeting of the New Champions มีค่าใช้จ่าย 8,000 ฟรังก์สวิส (CEO+ 1 ผู้บริหารระดับสูง) 
  4. Foundation member
    - ค่าธรรมเนียม 50,000 ฟรังก์สวิส/ปี
    - การเข้าร่วมในการประชุมประจำปีของ WEF มีค่าใช้จ่าย 18,000 ฟรังก์สวิส (CEO)
    - เข้าร่วมการประชุมรายภูมิภาคของ WEF ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (CEO หรือผู้บริหารระดับสูง)
    - เข้าร่วมการประชุม The Meeting of the New Champions มีค่าใช้จ่าย 8,000 ฟรังก์สวิส (CEO)

     2.   Global Growth Company สำหรับ บริษัทระดับนำของภูมิภาค 500 บริษัทที่มีรายรับ 100 ล้าน ถึง 5 พันล้านเหรียญ สรอ./มีอัตราการเจริญเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% ใน 2 ปี
          - ค่าธรรมเนียม 25,000 ฟรังก์สวิส/ปี
          - เข้าร่วมการประชุม The Meeting of the New Champions โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (CEO)

 

กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
มกราคม 2554