นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีครั้งที่ 40

นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีครั้งที่ 40

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 2,467 view
 

นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีครั้งที่ 40

World Economic Forum (WEF) หรือ DAVOS 2010

ระหว่างวันที่ 29-30 มกราคม 2553 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส

 

การประชุม DAVOS 2010 มีหัวข้อหลักคือ Improve the State of the World : Rethink, Redesign, Rebuild เพื่อ อภิปรายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบพหุภาคีในการตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจ ประเด็น สำคัญที่มีการหารือระหว่างการประชุมได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเน้นการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน การย้ายขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจโลกสู่ภูมิภาคเอเชีย การปฏิรูประบบการเงินโลก ความร่วมมือระดับโลกเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านอาหาร เป็นต้น

โดย มีผู้นำประเทศและรัฐมนตรีที่เข้าร่วม ได้แก่ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเม็กซิโก ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ประธานาธิบดีสวิส ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายกรัฐมนตรีเบลเยียม นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และ รัฐมนตรีคลังสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์  รัฐมนตรีการค้าอินโดนีเซียและบราซิล เป็นต้น

  

นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมหารือในการอภิปรายหัวข้อหลักของ WEF ได้แก่ Informal Gathering of World Economic Leaders (IGWEL) หัวข้อ “Global Redesign – Priority for Strengthening the International System“ และหัวข้อ “Food Security, Nutrition and Sustainable Agriculture: An Agenda for Action” ซึ่ง นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในด้านความมั่นคงด้านอาหารโดยการบริจาคข้าวหอมมะลิจำนวน 2 หมื่นตันให้แก่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเฮติ และได้เสนอความเห็นถึงอุปสรรคในการพัฒนาภาคการเกษตร คือ

(1) ปัญหาการบิดเบือนตลาด (market distortion)

(2) ภาคการเกษตรมีความอ่อนไหวสูงต่อการเมือง จึงทำให้รัฐบาลบาง ประเทศไม่สามารถดำเนินมาตรการผลักดันที่แม้จะถูกต้องแต่อาจมีนัยเป็นลบทาง การเมือง รัฐควรมีมาตรการชักจูงการลงทุนสู่ภาคการเกษตร และการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง และการแทรกแซงของรัฐต้องเป็นมิตรต่อตลาด นอกจากนี้ต้องพิจารณาถึงความเชื่อมโยงของประเด็นภาวะโลกร้อน การเปิดเสรีด้านการเกษตร การลงทุน การระดมทุนและการส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐและเอกชน

 

นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับบทบาทของภูมิภาคเอเชียในหัวข้อ “Towards East Asian community (EAc)” โดยกล่าวถึงความแตกต่างของพัฒนาการความร่วมมือใน EAc กับ EU โดยในวาระที่ไทยเป็นประธานอาเซียน ได้ผลักดัน ASEAN Centrality ในการขับเคลื่อนความร่วมมือทาง เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะการเจรจา FTA กับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ และกลไกความร่วมมืออื่นๆ อาทิ Chiang Mai Initiative Multilateralization นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เกี่ยวกับ EAc และ Asia-Pacific community ว่าต้องการเห็นพัฒนาการของข้อเสนอดังกล่าวมากกว่าการเร่งรีบนิยามโครงสร้างหรือระบุประเทศสมาชิก

 

ใน NHK Debate หัวข้อ “The Great Shift East in the Global Agenda” ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องการโยกย้ายขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจสู่ ภูมิภาคเอเชีย นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเห็นว่าบทบาทสำคัญของเอเชียต่อโลก คือ ต้องบริหารจัดการเพื่อสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน โดยจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนที่จะร่วมผลักดันการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในอาเซียน ซึ่งอาเซียนใช้ outward-looking approach และ ASEAN Centrality ในการพัฒนาการความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านกลไกความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่เจรจา ซึ่งจะพัฒนาสู่เขตการค้าเสรีระดับภูมิภาค (regional free trade area) ในขั้นต่อไป ทั้งนี้ ASEAN Charter และ ผลสัมฤทธิ์ของความร่วมมือต่างๆ จะนำไปสู่การลดความแตกต่างด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของภูมิภาค แต่จะไม่นำไปสู่การกีดกันทางการค้าในลักษณะ trade bloc

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้พบหารือกับผู้นำทางการเมือง องค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมของภาคเอกชนและพบหารือทวิภาคีกับภาคเอกชน พบหารือทวิภาคีกับภาคธุรกิจที่สำคัญ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนชั้นนำ อาทิ  BBC, CNN, AP, Bloomberg Newsweek และ Reuters เป็น ต้น โดยสื่อมวลชนสนใจประเด็นด้านเศรษฐกิจ และเสถียรภาพการทางการเมืองของไทย พระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ปัญหามาบตาพุด โดยสามารถเรียกดูได้จากเวปไซต์สื่อมวลชน เช่น http://news.bbc.co.uk/2/hi/business/8487647.stm หรือ http://www.reuters.com/assets/print?aid=USLQ24950720090131

 

ในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมเป็น special guest ในการอภิปรายหัวข้อ New Models of Collaboration for Economic Development โดยได้ยกตัวอย่างความร่วมมือเพื่อการพัฒนา contract farming ในกรอบ ACMECS และโครงการ ”Four in One” ของ บริษัท ซีพี ที่ดึงให้ภาคเอกชน ภาครัฐ ธนาคารพาณิชย์และเกษตรกรร่วมมือในด้านการเกษตร

 

จาก การประชุมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการ ประชุมทั้งจากภาครัฐและเอกชนต่างยอมรับถึงการย้ายขั้วอำนาจทาง เศรษฐกิจสู่ภูมิภาคเอเชีย และแสดงความคาดหวังต่อบทบาทและความรับผิดชอบที่สูงขึ้นของประเทศในภูมิภาค เอเชียโดยเฉพาะจีน โดยนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอบทบาทของอาเซียนภายใต้การวาระการเป็น ประธานอาเซียนของไทยที่เป็น responsible partner in global community และได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่ออาเซียนและประเทศไทย

 

ใน ส่วนของภาคการเงิน ถูกตำหนิว่าเป็นต้นเหตุหลักของวิกฤตการเงินโลกและถูกกดดันอย่างมากในการ หารือในประเด็นการปฏิรูประบบการเงินโลกและการกำกับดูแล โดยที่ประชุมส่วนใหญ่เรียกร้องให้มีกลไกการประสานงานระดับโลกเพื่อหลีก เลี่ยงความผิดพลาดจากการดำเนินการแบบ unilateral อาทิ แผนการจำกัดขนาดของธนาคารของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พัฒนาการในลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึงการหย่อนประสิทธิภาพของ G20 และกลไกที่เกี่ยวข้องซึ่งได้มีการหารือในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในการ ประชุม London Summit และ Pittsburgh Summit เมื่อ เม.ย. และก.ย. 52 ตาม ลำดับ ในการนี้ประเทศในเอเชียจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการหารือ เพื่อปฏิรูประบบการเงินและการกำกับดูแลดังกล่าวเพื่อสร้างความสมดุลและ ป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาตลาดการเงินของประเทศเอเชีย ซึ่งมิได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมถึงตะวันออกกลาง ทั้งนี้ เป็นที่สังเกตด้วยว่ามีผู้แทนจากตะวันออกกลางเข้าร่วมการประชุม DAVOS 2010 น้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา

 

ประเทศต่างๆ ใช้เวที DAVOS 2010 ในการสร้าง visibility อาทิ แอฟริกาใต้ได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก เกาหลีใต้ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การเป็นเจ้าภาพ G20 และ เม็กซิโกได้ใช้เวทีการประชุมในการสร้างพันธมิตรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต่างๆ เพื่อผลักดันความคืบหน้าในการประชุมสุดยอดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP-16) ในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ มูลนิธิ Bill and Miranda Gates ได้ใช้เวทีการประชุมในการสร้าง visibility ที่มูลนิธิได้บริจาคเงินสำหรับซื้อวัคซีนป้องกันโรคแก่เด็กในแอฟริกาจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเวทีการประชุม DAVOS ยังคงเป็นเวทีที่มีประสิทธิผลในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมสำคัญต่างๆ ที่ไทยอาจพิจารณาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

 

ทั้งนี้สามารถติดตามการประชุมของนายกรัฐมนตรีในหัวข้อ  The Great Shift East in the Global Agenda และ Towards an East Asian Community? ได้ที่ http://wef2010.unitec-media.tv/20100130/20100130.html     

                                                          

* * * * * * ** * * * * ** * * * * * ** * * * * *

                                                

กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กุมภาพันธ์ 2553