ผู้แทนการค้าไทยเข้าร่วมการประชุม Global Redesign Summit

ผู้แทนการค้าไทยเข้าร่วมการประชุม Global Redesign Summit

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 2,527 view
 

ผู้แทนการค้าไทยเข้าร่วมการประชุม Global Redesign Summit ณ เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์

ระหว่างวันที่ 30-31 พฤษภาคม 2553

 


1.  WEF ได้จัดตั้ง Global Redesign Initiative ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลกาตาร์ สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และแทนซาเนีย เพื่อเป็นเวทีหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูประบบ
การบริหารจัดการของโลกในประเด็นที่สำคัญต่างๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาทั่วโลกเข้าร่วมคิดออกแบบโลกใหม่ และ WEF ได้ตีพิมพ์ผลการหารือ Global Redesign Initiative Report ซึ่งเสนอแนวทางการปฏิรูป 5 แนวทาง ได้แก่

1.1 เปลี่ยนคำนิยามของระบบระหว่างประเทศ ไม่ให้จำกัดอยู่เพียงภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงภาคส่วนอื่นด้วย และต้องตระหนักว่าภาครัฐอาจไม่เป็นผู้เล่นที่สำคัญที่สุด
ในระบบระหว่างประเทศเสมอไป

1.2 เพิ่มความเข้มแข็งให้ภาครัฐในด้านการพัฒนาคุณภาพของกฎระเบียบและบุคคลากร ควบคู่ไปกับการพัฒนาความร่วมมือกับภาคส่วนอื่น เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์
    จากทรัพยากรจากทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

1.3 ผลักดันให้มีการพัฒนาโดยมุ่งเน้นผลลัพธ์สำหรับประเด็นสำคัญแต่ละประเด็น

1.4 มีความริเริ่มที่ปฏิบัติได้จริง และมุ่งเน้นเฉพาะประเด็น เพื่อพัฒนาความชอบธรรม การมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบของภาครัฐ

1.5 เปลี่ยนแนวคิดของคนในทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนักถึงผลกระทบของความพึ่งพาซึ่งกันและกันของโลกต่อการบรรลุเป้าหมายใดๆ  

นอกจากนั้น รายงานยังเสนอแนวทางพัฒนาในประเด็นต่างๆ เฉพาะเรื่องในประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การพัฒนา ความยั่งยืน และความมั่นคง

 

2.   WEF จัดการประชุม Global Redesign Summit ขึ้น ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ระหว่างวันที่ 30-31 พฤษภาคม 2553 เพื่อขับเคลื่อนผลการหารือในข้อ 1 ขึ้นไปในระดับผู้กำหนดนโยบาย โดยการประชุม Global Redesign Summit มีผู้เข้าร่วมกว่า 400 คนจากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ทั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนรัฐบาล และ
ภาคธุรกิจ โดยมีการหารือถึงประเด็นในข้อ 1 ทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก

 

3.   ดร.สุทัศน์ฯ ได้ร่วมเป็น panelist ในการประชุมเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการพัฒนา ภายใต้หัวข้อ “Redesign Principles: Development Cooperation”
ในวันที่ 31 พ.ค. 53 ซึ่ง session นี้มีจุดประสงค์ในการหารือถึงหลักการที่ควรนำไปประยุกต์ใช้ในความร่วมมือเพื่อการพัฒนา และตอบคำถามหลักว่า สถาปัตยกรรม
ความ ร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการนั้น จะสามารถพัฒนาต่อไปเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในบริบทของโลกปัจจุบันได้อย่าง ไร โดยมี Panelist 5 คน ได้แก่ (1) ดร.สุทัศน์ฯ (2) นาย Richard Carey ผอ.ฝ่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของ OECD (3) นาย Alan Hirsch รอง อธ.สำนักงาน ปธน.แอฟริกาใต้ (4) นาย Benjamin William Mkapa อดีต ปธน.แทนซาเนีย (5) นาง Sadako Ogata ประธาน JICA โดยมี Lord Malloch-Brown รอง ปธ.WEF เป็นผู้ดำเนินการประชุม ผลการหารือสรุปได้ ดังนี้

3.1  นาย Richard Carey

   - ขณะ นี้ ภาคประชาสังคมเข้ามาให้ความสนใจการให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนามากขึ้น ซึ่งนับเป็นพัฒนาการในเชิงบวก นอกจากนั้น เครือข่ายเพื่อการพัฒนาต่างๆ ก็เข้ามาแทนที่องค์การระหว่างประเทศในด้านการให้ความช่วยเหลือ โดยเครือข่ายเหล่านี้นำผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนา ซึ่งถือเป็นพัฒนาให้ระบบการให้ความช่วยเหลือมีประสิทธิภาพมากขึ้น

- อย่างไรก็ตาม ระบบการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนายังมีปัญหาอยู่มาก เห็นได้จากการที่มีเงินจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไปช่วยประเทศพัฒนาน้อยที่สุด แต่ไม่ส่งผลให้เกิดการพัฒนามากนัก เนื่องจากปัจจัยสำคัญของการพัฒนาคือประสิทธิภาพของรัฐผู้รับความช่วยเหลือ ให้สามารถช่วยตนเองได้ แต่การที่มีผู้เข้าไปให้เข้าไปดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อให้ช่วยเหลือในประเทศผู้รับมักทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบภายในของรัฐ ผู้รับ และทำให้ประเทศผู้รับความช่วยเหลือขาดความสามารถในการพัฒนาตนเอง ทั้งนี้ ปฏิญญาปารีส (Paris Declaration) จัด ทำขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้การให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาต่างๆ คำนึงถึงความต้องการของประเทศผู้รับเป็นหลัก และลดความซ้ำซ้อนของการพัฒนาต่างๆ ซึ่งน่าจะเอื้อต่อการแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ในปัจจุบัน

- การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDG) เป็นสิ่งสำคัญ แต่ MDG เป็น เพียงตัวชี้วัดปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อต่อการพัฒนา แต่ไม่ได้หมายถึงการพัฒนา โดยแนวทางการเจริญเติบโตของแต่ละประเทศเป็นสิ่งที่ประเทศต้องค้นหาเอง และจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

3.2 นาย Alan Hirsch

- การให้ความช่วยเหลือใดๆ ต้องให้เข้าถึงประชาชนผู้รับ และให้ระดับประชาชนของทั้งผู้รับและผู้ให้มีความรับผิดชอบต่อการให้ความช่วย เหลือ ไม่ใช่เพียงในระดับภาครัฐเท่านั้น นอกจากนั้น ผู้ให้และผู้รับจำเป็นต้องพัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด โดยผู้ให้ควรเข้าไปทำความรู้จักผู้รับในพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการของประชาชน

- ควรมีการพัฒนาระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการให้ความช่วยเหลือ ต่างๆ รายงานการให้ความช่วยเหลือควรเป็นเอกสารที่เผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยอาจพิจารณาใช้ประโยชน์เทคโนโลยีใหม่ๆ ทางอินเตอร์เน็ตในการแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์

3.3 นาง Sadako Ogata

- ญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือทวิภาคี ซึ่งมีข้อดีคือสามารถส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปศึกษาในพื้นที่ได้อย่างใกล้ชิด โดยพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจทั้งจากภาครัฐ ประชาชน และ NGO เพื่อให้เข้าใจความต้องการในพื้นที่อย่างแท้จริง และปรับเปลี่ยนแนวทางการให้ความช่วยเหลือตามความต้องการของประเทศผู้รับ

- JICA ให้ความสำคัญกับ capacity building โดยพยายามช่วยเหลือเพื่อให้ประเทศผู้รับมีความสามารถในการบรรลุ MDG ด้วยตนเอง

- ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการค้า และการพัฒนาเศรษฐกิจ

3.4 นาย Benjamin William Mkapa

- การมีโครงการให้ความช่วยเหลือและการริเริ่มต่างๆ เป็นจำนวนมากเกินไปทำให้ขาดทิศทางที่ชัดเจน จึงทำให้ไม่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง ทุกฝ่าย
จึงจำเป็นต้องบ่งชี้แนวทางการให้ความช่วยเหลือที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง

- การให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาต้องมุ่งนั้นให้ประชาชนในประเทศเป็นผู้ขับ เคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศนั้นๆ จึงต้องเน้นการพัฒนาให้ประชาชนมีปัจจัยพื้นฐานเพื่อให้สามารถเป็นผู้ขับ เคลื่อนได้ คือ มีความมั่นคงทางอาหาร มีสุขภาพที่ดี มีความรู้ และมีที่อยู่อาศัย

- ต้อง มีการบริหารจัดการเงินบริจาคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรใช้เงินส่วนใหญ่ในการช่วยเหลือประเทศผู้รับ แทนที่จะใช้ในการอำนวยความสะดวกองค์กรผู้ให้ และต้องตระหนักว่าปัญหาการทุจริตซึ่งเป็นปัญหาต่อระบบการให้ความช่วยเหลือ เพื่อการพัฒนานั้นไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของประเทศผู้รับ แต่ในบางกรณีก็เป็นปัญหาจากประเทศผู้ให้ด้วยเช่นกัน

 3.5 ดร.สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง

- การพัฒนาของโลกไปสู่ยุคโลกาภิวัฒน์นำมาซึ่งความไม่เท่าเทียมกันในสังคมซึ่ง เป็นปัญหาที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่คนส่วนมากยังไม่ตระหนักถึง
ความเร่งด่วนของปัญหานี้ ทั้งนี้ความไม่เท่าเทียมในสังคมนี้เองที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งของไทยในปัจจุบัน