นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีครั้งที่ 19 WEF

นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีครั้งที่ 19 WEF

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 3,012 view
 

การเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ 19 ณ นครโฮจิมินห์

ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันที่ 6 มิถุนายน 2553

 


นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum on East Asia ณ นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในวันที่ 6 มิถุนายน 2553 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. เวียดนามได้ร่วมกับ World Economic Forum (WEF) จัดการประชุม World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ 19 ภายใต้หัวข้อ “Rethinking Asia’s Leadership Agenda” โดยนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ลาว กัมพูชาและพม่า นักธุรกิจ ภาควิชาการและภาคประชาสังคมชั้นนำกว่า 450 คน เข้าร่วมการประชุม

2.  ประเด็นสำคัญที่มีการอภิปรายระหว่างการประชุม ได้แก่

2.1 ที่ประชุมแสดงความเชื่อมั่นว่าภูมิภา คเอเชียตะวันออกได้ฟื้นตัวจากวิกฤต เศรษฐกิจโลกแล้ว ความท้าทายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาค ได้แก่ การบริหารจัดการกับเงินทุนไหลเข้า ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน การแพร่ขยายตัวของวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป เป็นต้น ซึ่งเอเชียควรเร่งเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้ตลาดทุนโดยการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เป็นต้น ในการนี้ ผู้นำของภูมิภาคเอเชียต้องเพิ่มบทบาทและความรับผิดชอบในการรับมือกับความ ท้าทายระดับโลกด้วย

 

2.2 การรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนเป็นตัวเร่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและ สร้างเสถียรภาพแก่ภูมิภาค ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับการลดความยากจน การสร้างความเชื่อมโยงของเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐาน (Connectivity) การต่อยอดการเปิดเสรีในภาคบริการและภาคการเงิน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อลดช่องว่างของฝีมือแรงงาน (skill gaps) รวมทั้งการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่เน้นความสมดุลของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 

 

3.  นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการหารือระหว่างอาหารกลางวันในหัวข้อ Making the Mekong : Regional Growth and Leadership โดย มีนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ลาว กัมพูชาและพม่า เข้าร่วม นายกรัฐมนตรีได้แสดงความคิดเห็นต่อการเสริมสร้างการเจริญเติบโตอย่างสมดุลใน อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ดังนี้

                              (1) การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน
                              (2) การเร่งเชื่อมต่อเครือข่ายโลจิสติกส์

      (3) การปรับเปลี่ยน transport corridor ในภูมิภาคให้เป็น economic corridor โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

                              (4) การบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงสิ่งท้าทายสำคัญ 2 ด้านคือ (1) การสนับสนุน SMEs และผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยการจัดตั้งกองทุนสำหรับ SMEs และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และ (2) การสนับสนุนกิจกรรมระหว่างประชาชน ดังรายละเอียดปรากฏเอกสารแนบ ทั้งนี้ สามารถเรียกดู ข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ที่ http://thailand.prd.go.th/view_inside.php?id=5073 และsession summary ได้ที่ Official website ของ WEF 

4.  WEF ได้จัดการสนทนาพิเศษ Special Update Session on Thailand : Conversation with Prime Minister Abhisit  ซึ่งศาสตราจารย์ ดร. Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร WEF เป็น ผู้ดำเนินรายการ โดยผู้เข้าร่วมการประชุมได้ให้ความสนใจเข้าร่วมการหารือดังกล่าวเป็นจำนวน มาก โดยนายกรัฐมนตรีได้ส่งสารถึงภาคธุรกิจว่า ขณะนี้ ไทยได้กลับสู่ภาวะปกติแล้ว โดยประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาคที่ดี  แม้ จะมีความขัดแย้งด้านการเมืองในประเทศ แต่ทุกฝ่ายเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจเปิดที่ส่งเสริมการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว และเชื่อว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้ภายในปีนี้

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลพร้อมที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง หากมีความคืบหน้าในการดำเนินแผนการปรองดอง และไม่นำไปสู่การแบ่งขั้ว (polarization) ทั้งนี้ ขณะนี้คนส่วนใหญ่ต้องการระยะเวลาหนึ่งที่มีเสถียรภาพ

 

 

 

5.  นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสการเข้าร่วมการประชุม WEF on East Asia พบหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีเวียดนาม โดยเวียดนามต้องการขยายความร่วมมือกับไทยทั้งในระดับทวิภาคี ในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง  และระดับอาเซียน

6.  นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว Reuters และได้เข้าร่วมกิจกรรมพบหารือกับผู้นำสื่อมวลชนที่จัดโดย WEF

ทั้งนี้ สามารถเรียกดูข้อมูลได้ที่ http://uk.reuters.com/article/idUKTRE6550MP20100606

7.  ประธานผู้แทนการค้าไทย (นายเกียรติ สิทธีอมร) ได้เข้าร่วมการประชุม WEF on East Asia ระหว่างวันที่ 5 – 6 มิถุนายน 2553 และได้กล่าวถ้อยแถลงต้อนรับใน Strategic Partners Welcome Cocktail โดยชี้แจงถึงสถานการณ์การเมืองและแนวทางของรัฐบาลในการเยียวยาผู้ที่ได้รับ ผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง โดยมีนักธุรกิจชั้นนำของโลกที่เป็นสมาชิก WEF ในระดับ Strategic Partners เข้าร่วมประมาณ 40 คน ซึ่งนักธุรกิจได้แสดงความสนใจพัฒนาการในประเทศไทย และได้แสดงความเชื่อมั่นต่อการดำเนินการของรัฐบาลตามแผนปรองดองแห่งชาติ

ประธานผู้แทนการค้าไทยได้กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุม ร่วมกับนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ลาว กัมพูชาและพม่า และนาง Wang Zhizhen, Vice-Chairwoman, National Committee of Chinese People’s Political Consultative Conference (CPPCC) โดยได้กล่าวถึงการเจริญเติบโตที่ชัดเจนในเอเชีย ซึ่งยืนยันถึงการขึ้นสู่อำนาจทางเศรษฐกิจ หรือศตวรรษของเอเชีย โดยมีอาเซียนเป็นแกนกลาง (ASEAN Centrality) และมีกลไกความร่วมมือ อาทิ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS) และแผนงานพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย ระหว่างประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย (IMT-GT) และเขตการค้าเสรีอาเซียน อาทิ อาเซียน-จีน อาเซียน+6 เป็นตัวขับเคลื่อนการเจริญเติบโตและรับมือกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจทั้งใน ระดับภูมิภาคและระดับโลก

8.  ประธานผู้แทนการค้าไทยได้เข้าร่วมเป็นผู้อภิปรายในการหารือหัวข้อ Global Risk, Asian Responses ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ NHK โดยประธานผู้แทนการค้าไทยได้เสนอแนวทาง BIG-GER Asia ในการเสริมสร้างการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย โดยชี้ว่า เอเชียควรใช้รูปแบบการเจริญเติบโตแบบ BIG Asia ส่วน GER คือ แนวทางที่เป็นรูปธรรมที่จะบรรลุถึงการเจริญเติบโตดังกล่าว โดย B หมายถึง Balanced Growth หรือการสร้างการเจริญเติบโตที่สมดุล I หมายถึง Inclusive Growth โดยการมุ่งให้ทุกคนในสังคมได้ประโยชน์จากความเจริญเติบโตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และ G หมายถึง Green Growth การเจริญเติบโตที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่วนแนวทาง GER ได้แก่ G คือ Governance หรือธรรมาภิบาลทั้งในระดับรัฐบาลและเอกชนเพื่อช่วยให้การบริหารจัดการความท้าทายในกระแสโลกาภิวัตน์ E คือ Emergency Preparedness หรือการเตรียมพร้อมที่จะรับความเสี่ยงทั้งจากภัยธรรมชาติและความท้าทายที่มนุษย์สร้างขึ้น อาทิ การจัดตั้ง Chiang Mai Initiative Multilateral เพื่อเป็นกลไกการช่วยเหลือตัวเองในระดับภูมิภาคเพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต เวทีการประชุม ASEAN Regional Forum (ARF) ในการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคง เป็นต้น  ส่วน R คือ Regionalism ซึ่งหมายถึงการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคผ่านกรอบความร่วมมือและความตกลง การค้าเสรีซึ่งเปิดกว้างต่อการร่วมมือกับประเทศอื่นๆ และสามารถเชื่อมโยงกับแนวทางการแก้ไขปัญหาระดับโลกได้

 

 

                        9.   ประธานผู้แทนการค้าไทยได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเวียดนามเกี่ยวกับพัฒนาการในประเทศไทย ทั้งนี้ สามารถเรียกดูข้อมูลได้ทีhttp://english.thesaigontimes.vn/Home/interviews/businesstalk/10729/

10.  นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เข้าร่วมการหารือหัวข้อ Defining an Agenda for Sustainable Agricultural Growth in Southeast Asia ในฐานะ Special Guest โดยได้แสดงความเห็นว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องปรับตัวในด้านการเกษตรเพื่อรับมือกับความ ท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยควรเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในด้านการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (“Cool & Green Technology”) รวมถึงการร่วมลงทุนในลักษณะ contract farming การค้า การแปรรูปสินค้าเกษตร เป็นต้น


 

**************************************************

 

กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

15 มิถุนายน 2553