|
ประธานผู้แทนการค้าไทย (นายเกียรติ สิทธีอมร)
เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ 18
ณ กรุงโซล ระหว่างวันที่ 18-19 มิถุนายน 2552
หัวข้อหลักของการประชุม คือ Implication of the Global Economic Crisis for East Asia โดย เน้นถึงบทบาทของภูมิภาคเอเชียในการแก้ไขวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลก การส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ปัจจัยเสริมและความท้าทายต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในด้านความมั่นคง สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมระดับสูงจากภาครัฐ ได้แก่ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐเกาหลี ประธานาธิบดีมองโกเลีย รองประธานาธิบดีเวียดนาม รองนายกรัฐมนตรีเติร์กเมนิสถาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมเดนมาร์ก และผู้นำจากภาคธุรกิจชั้นนำของโลก รวมประมาณ 300 คน
ในการนี้ประธานผู้แทนการค้าไทยได้เข้าร่วมเป็นผู้อภิปรายในการประชุมเต็มคณะในหัวข้อ East Asia, the G-20 and Challenges to Global Redesign โดยที่ประชุมได้อภิปรายประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลก : ที่ประชุมเห็นว่า วิกฤตดังกล่าวมีผลกระทบต่อปริมาณการค้าและการลงทุนในเอเชียอย่างมาก และจะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนคนยากจนและปัญหาความไม่เท่าเทียมของการกระจายราย ได้ในเอเชีย
2. การประชุม G-20 : ประธานผู้แทนการค้าไทยได้กล่าวถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการเข้าร่วมการประชุม G-20 ในฐานะประธานอาเซียนและได้เน้นการจัดทำมาตรการเพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกต่อประชาชนที่ยากจน (safety nets) ที่ ประชุมเห็นพ้องว่า การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศจะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการฟื้นตัวทาง เศรษฐกิจ ในการนี้ ประธานผู้แทนการค้าไทยได้เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ปฏิบัติตามคำมั่นที่ได้ให้ไว้ในการประชุม G-20 ในการละเว้นจากมาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงการกีดกันทางการเงิน (financial protectionism) เพื่อสร้างแรงผลักดันต่อเนื่อง (momentum) ในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ สาธารณรัฐเกาหลีในฐานะประธานกลุ่ม G-20 ในปี 2553 ระบุว่า จะยกระดับบทบาทเชิงรุกของประธานกลุ่ม G-20 ในประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืน
3. การปฏิรูปการบริหารจัดการด้านการเงินระดับโลก (global governance reform) : ที่ ประชุมได้หารืออย่างกว้างขวางถึงการปฏิรูปกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อปรับปรุงระบบการบริหารจัดการด้านการเงินระดับโลก โดยประธานผู้แทนการค้าไทยได้เสนอว่าข้อเรียกร้องควรอยู่บนพื้นฐานการนำไป ปฏิบัติได้จริง และอาจมีหน่วยงานที่เป็นที่ยอมรับดำเนินการตรวจสอบข้อมูลและรายงานความคืบ หน้าในการปฎิรูปให้ประชาคมโลกทราบเป็นระยะๆ
ผู้แทนการค้าไทย (นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง) ได้เข้าร่วมในการอภิปรายคู่ขนานในหัวข้อ Stimulating Trade, Stemming Protectionism โดย ที่ประชุมได้อภิปรายถึงแนวทางที่ภาคธุรกิจสามารถช่วยลดผลกระทบของมาตรการกีด กันทางการค้า และเห็นว่าภูมิภาคเอเชียมีศักยภาพสำหรับการลงทุนเนื่องจากยังมีศักยภาพในการ ค้าสินค้าและบริการภายในภูมิภาคอีกมาก ที่ประชุมเห็นพ้องว่า การผลักดันให้การเจรจาการค้ารอบโดฮาบรรลุผลสำเร็จโดยเร็วจะเป็นวิธีการที่ดี ที่สุดที่จะยับยั้งการแพร่ขยายของมาตรการกีดกันทางการค้า ทั้ง นี้ ผู้แทนการค้าไทยชี้ว่า หลายประเทศในอาเซียนรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ได้ดีกว่าวิกฤตในปี ค.ศ. 1997 เนื่องจากการค้าภายในภูมิภาคมีมากขึ้น มีการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกัน และประเทศในภูมิภาคได้ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจนมีความเข้มแข็งมากขึ้น ดังนั้น จึงควรดำเนินกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ลดกระแสชาตินิยม และให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของการค้าระหว่างประเทศคือ การที่มีมาตรฐานหลากหลาย จึงควรให้ความสำคัญกับการทำให้มาตรฐานมีความสอดคล้องกัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำการค้าระหว่างกัน
ประธานผู้แทนการค้าไทยและผู้แทนการค้าไทยได้เข้าร่วมกิจกรรม Thailand Nightcap ที่จัดโดยบริษัท SICPA Management ประ เทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยประธานผู้แทนการค้าไทยได้บรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการ เมืองของไทยให้กับผู้นำภาคธุรกิจจากบริษัทชั้นนำกว่า 70 คน ทั้งนี้ ประเด็นที่ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจ ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศไทย นโยบายรัฐบาลเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการเป็นเจ้าของที่ดินใน ประเทศไทย นโยบายรัฐบาลด้านพลังงานทดแทน การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (compulsory licensing) บทบาทของไทยในการผลักดันการรวมตัวทางเศรษฐกิจในกรอบอาเซียน และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น BIMSTEC โดยผู้นำภาคธุรกิจได้แสดงความเชื่อมั่นต่อนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไทยในภาวะวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลก
นอก จากนี้ประธานผู้แทนการค้าไทยและผู้แทนการค้าไทยยังได้พบปะหารือกับตัวแทน ทั้งถาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันต่อไป ทั้งนี้ผู้นำภาคธุรกิจได้แสดงความสนใจต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก กิจกรรม Thailand Nightcap ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการค้าและการลงทุนในไทย อีกทั้งการประชุม WEF Annual Meeting of the New Champions ที่ เมืองต้าเหลียน น่าจะเป็นเวทีที่มีประสิทธิผลสำหรับการประชาสัมพันธ์เชิงรุกสำหรับกลุ่มเป้า หมาย เพื่อชี้แจงนโยบายรัฐบาลและเชิญชวนนักลงทุนมาประเทศไทย เนื่องจากจะมีนักธุรกิจชั้นนำจากจีนและทั่วโลก รวมทั้งสื่อมวลชนชั้นนำจากทั่วโลกเข้าร่วมการประชุมกว่า 1,500 คน
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
กรกฎาคม 2552
|