|
สรุปผลการเข้าร่วมการประชุมของประธานผู้แทนการค้าไทย
World Economic Forum: Annual Meeting of the New Champions 2009
ระหว่างวันที่ 10 – 12 กันยายน 2552 ณ เมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน
การประชุม Annual Meeting of the New Champions 2009 หรือ Summer Davos ภายใต้หัวข้อ “Relaunching Growth” เป็นการประชุมประจำปีที่สำคัญเป็นอันดับ 2 ของ WEF รองจากการประชุมประจำปีที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส โดยมีผู้นำจากภาครัฐ ได้แก่ นายกรัฐมนตรีจีน รองประธานาธิบดีลัตเวีย รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม รองนายกรัฐมนตรีซิมบับเว รองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังและการพัฒนาเศรษฐกิจของมอริเชียส รัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมอียิปต์ เป็นต้น ตลอดจนนักธุรกิจชั้นนำจากจีนและทั่วโลก รวมทั้งสื่อมวลชนชั้นนำจากทั่วโลกเข้าร่วมการประชุมกว่า 1,500 คน
การประชุม Summer Davos เป็นเวทีที่มี ประสิทธิผลสำหรับการดำเนินยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเชิงรุก ในการสร้างเครือข่ายและพันธมิตรกับภาคธุรกิจ รวมทั้งสามารถใช้เวทีการประชุมดังกล่าวชี้แจง ทำความเข้าใจ และสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนต่างประเทศ ใน การนี้ นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้ประธานผู้แทนการไทย (นายเกียรติ สิทธีอมร) เป็นผู้แทนนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว โดยกระทรวงการต่างประเทศได้สนับสนุนในด้านงบประมาณผู้ แทนจากภาคธุรกิจเข้าร่วมคณะจากบริษัทชั้นนำของประเทศ 9 บริษัทจากภาคอุตสาหกรรม เช่น อาหาร พลังงาน การเงินการธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ เครือบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ บริษัทปูนซีเมนต์ไทย เป็นต้น
ที่ ประชุมได้หารือในประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ บทบาทของเอเชียในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก แนวทางการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของเอเชียเพื่อสร้างความเจริญทาง เศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืน และแนวทางการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ
1. ประเด็นด้านวิกฤตเศรษฐกิจ
-
เอเชีย อาจพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาโดยเน้นการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ การส่งเสริมการค้าในภูมิภาคเพื่อสร้างความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนและมีความ สมดุล ทั้งนี้ จำเป็นต้องมีความร่วมมือในระดับโลกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก
-
จำเป็นต้องปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้ในการกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ทันสมัยอยู่เสมอ
-
ต้องหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจโลก
-
ขณะนี้มาตรการของภาครัฐโดยมากเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ซึ่งจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้มุ่งเน้นการแก้ไขที่ต้นเหตุมากขึ้น
-
ภาค ธุรกิจต้องเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ ต้องสามารถเล็งเห็นปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อดำเนินการแก้ไขอย่างทันท่วงที ต้องสามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ได้ และต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเพื่อรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน
-
ภาค ธุรกิจที่กล้าตัดสินใจยอมรับความเสี่ยงเพื่อฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจอาจสามารถ เปลี่ยนวิกฤให้เป็นโอกาสได้ ในขณะที่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เช่น การลดต้นทุนในบริษัท อาจทำให้ธุรกิจชะลอตัวลงยิ่งขึ้น
2. ประเด็นด้านการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชีย
-
ต้อง มีการกระตุ้นการบริโภคในตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนการส่งออกไปยังตลาดใน ทวีปยุโรปและอเมริกาที่ขณะนี้มีการบริโภคลดลง เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก
-
ประเทศในเอเชียควรได้รับการจัดสรรโควต้าการออกเสียงและมีบทบาทมากขึ้นในเวที IMF
เนื่อง จากเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรด้านพลังงานน้อย จึงต้องเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาภาคการผลิตและบริการที่มีศักยภาพสูง อาทิ บริการด้านสุขภาพ แฟชั่น การเงินการธนาคาร และรถยนต์
3. ประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
-
ตระหนัก ถึงความจำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางนโยบายจากการรับมือปัญหา ไปสู่การป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะประเทศที่มีความเติบโตทางเศรษฐกิจสูงในขณะนี้ เช่น จีนและอินเดีย ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
-
ถึง แม้จะมีการใช้งบประมาณจากภาครัฐในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน บ้างแล้ว แต่ยังนับว่าไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความเร่งด่วนของปัญหานี้
-
มาตรการ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นต้องรวมถึงการเปลี่ยนแปลงวิถี ชีวิต การลดมาตรการแทรกแซงราคาพลังงาน และมาตรการแทรกแซงกลไกตลาดอื่นๆ
4. บทบาทไทยในการประชุม
-
ประธานผู้แทนการค้าไทยได้เข้าร่วมเป็นผู้อภิปรายใน 2 หัวข้อ ได้แก่
(1) CNBC Debates : Asia's Foreign Currency Exposure: Buy, Hold or Sell? โดยมีผู้ร่วมอภิปราย อาทิ นาย Stephen S. Roach, Chairman, Asia, Morgan Stanley, Hong Kong นาย Martin Wolf, Chief Editor, Financial Times เข้าร่วม โดยประธานผู้แทนการค้าไทย ได้กล่าวถึงบทบาทอาเซียน เชื่อมโยงการค้า และการลงทุนในภูมิภาค รวมถึงโอกาสในการพัฒนาสกุลเงินของจีน เป็นสกุลเงินในการค้าของภูมิภาคอาเซียน ซึ่ง ก็จะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลจีนด้วยว่า จะดำเนินการเช่นไร เช่น จีนจะยอมรับให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินที่สามารถแลกเปลี่ยนได้โดยเสรี (convertible currency) หรือไม่ รวมทั้ง ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่างๆ ต่อการถือเงินหยวนในฐานะเป็นทรัพย์สินของตน
(2) Plenary Session : Redesigning Asia's Growth Model โดยมีรองนรม.เวียดนาม ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศจีนเข้าร่วม โดยประธานผู้แทนการค้าไทยได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อรูปแบบการพัฒนาของภูมิภาคเอเชีย ในรูปแบบ “BIG Asia” ได้แก่ B คือ Balanced and Better Growth ได้แก่ การสร้างการเจริญเติบโตที่สมดุลยิ่งขึ้นโดยการเพิ่มสวัสดิการภาครัฐ I คือ Integration ได้แก่ การส่งเสริมการค้าและการลงทุนในภูมิภาค การส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค และ G คือ Green Growth ได้แก่ การส่งเสริมความร่วมมือของภูมิภาคเอเชียในการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น ภาวะโลกร้อน ความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเป็นต้น
-
สำนัก งานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานผู้แทนการค้าไทย ได้จัดกิจกรรม Nightcap ในระหว่างการประชุม WEF ภายใต้ชื่อ Thailand Means Business : Invest in Your Future in Thailand ณ โรงแรมแชงกรีลา ต้าเหลียน เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2552 เพื่อกระชับความร่วมมือทางธุรกิจและการเมือง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการค้าและการลงทุนของไทย และเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในเชิงรุก โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานประมาณ 70 คน
-
นาง Hilde Schwab ประธานมูลนิธิ Schwab ได้มอบรางวัล Asia’s Social Entrepreneur of the Year ให้แก่ ม.ร.ว. ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในฐานะที่ได้ส่งเสริมการจ้างงานแก่ชนกลุ่มน้อยและสร้างการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในโครงการดอยตุง
World Economic Forum ได้มอบรางวัล Young Global Leader ให้แก่นายคงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา, Business Development Director ของ Geysorn Property Co Ltd.ในฐานะผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความโดดเด่น
5. รายชื่อภาคเอกชนที่เข้าร่วมการประชุม
(1) ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ. ธนาคารกสิกรไทย
Dr. Prasarn Trairatvorakul Director and President, Kasikorn Bank Public Company Limited
(2) นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์
จำกัด
Mrs. Jotika Savanananda President, Siam Commercial Bank Asset Management
(3) นายสมศักดิ์ หงษ์ศรีจินดา รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
(มหาชน)
Mr. Somsak Hongsrichinda Executive Vice President, Charoen Pokphand Group Co., Ltd
(4) นายสุทธิภัค จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
Mr. Suthipak Chirathivat Executive Vice President
(5) นางศรีวรรณ เอี่ยมรุ่งโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และแผนกลยุท์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
Mrs. Sriwan Eamrungroj Executive Vice President, Corporate Strategy & Planning, PTT Company Limited
(6) นายเกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน)
Mr. Kasemsit Pathomsak President and CEO, Merchant Partners Securities Public
Company Limited
(7) นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน
จำกัด (มหาชน)
Mr. Viboon Kromadit Director and COO, Amata Corporation Public Company Limited
(8) นายสุเมธ บุญบรรดาลสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วัฒนาสุข อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
Mr. Sumet Boonbandansook Deputy Managing Director, Wattanasuk International Co.,Ltd.
(9) นายสุริยนต์ ตู้จินดา ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจน้ำมันและก๊าซ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
Mr. Suriyon Tuchinda Oil and Gas Manager, SCG
*****************************
กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
15 กันยายน 2552
|