รายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน The Global Competitiveness Report 2010-2011

รายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน The Global Competitiveness Report 2010-2011

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 3,117 view
 

 




การดำเนินการของไทย

 


  1. กระทรวงการต่างประเทศได้จัดการหารือแบบ VDO Conference กับ WEF เพื่อหารือเกี่ยวกับวิธีการประเมินจัดลำดับและตรวจสอบความถูกต้องในเรื่องข้อมูลของประเทศไทย
    โดยมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทยเข้าร่วม จากการหารือพบข้อสังเกตสำคัญ ดังนี้
    • WEF ให้ความสำคัญกับการประเมินความคิดเห็นจากผู้บริหารภาคธุรกิจ (executive opinion survey) มากกว่าข้อมูลเชิงประจักษ์ (hard data) คิดเป็นอัตราส่วน 70:30
    • สำหรับข้อมูลเชิงประจักษ์ ส่วนมากจากองค์การระหว่างประเทศ โดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องกับข้อมูลแหล่งอื่นๆ และพบว่าระบบการประเมินข้อมูลสถิติของ WEF และข้อมูลสถิติในด้านเศรษฐกิจมหภาคและสาธารณสุข และการศึกษาของไทยยังมีข้อบกพร่องไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อีกทั้งมีความไม่สอดคล้องกัน (inconsistency) ในแต่ละปี ซึ่งส่งผลกระทบทางลบต่อการจัดลำดับของไทย
    • สำหรับข้อมูลการประเมินความคิดเห็นจากผู้บริหารภาคธุรกิจ จำนวนผู้ตอบแบบสำรวจความคิดเห็นมีจำนวนน้อยและน่าจะไม่อยู่ในระดับที่เป็นตัวแทนความคิดเห็นภาคธุรกิจได้ (representative) คือมี 59 รายในปีล่าสุด และอาจส่งผลทางลบต่อการประเมินจัดอันดับของไทย ทั้งนี้ผู้ประสานงานในประเทศมีความสำคัญอย่าง ยิ่งต่อกระบวนการดังกล่าว ทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพของการตอบแบบสำรวจ และควรจะสามารถเข้าถึงเครือข่ายภาคธุรกิจที่สำคัญของประเทศได้  ในส่วนของไทย ผู้ประสานงาน คือ
      ดร.พงษ์ศักดิ์ ฮุ่นตระกูล (SASIN) และดร.สมชัย จิตต์สุชน (TDRI) สำหรับผู้ประสานงานในหลายประเทศเป็นหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงเศรษฐกิจของเม็กซิโก
      Malaysia Productivity Corporation ของมาเลเซีย Economic Development Board ของสิงคโปร์ และในบางประเทศเป็นสภาหอการค้า อาทิ Confederation of Industry, SME & Business ของอินเดีย

2.   คณะ รัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2553 มอบหมายให้ สศช. เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการรวบรวมและบูรณาการข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้อง สำหรับการจัดอันดับของประเทศไทย ที่จะให้แก่ WEF ในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของทุกปี เพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบอ้างอิงกับข้อมูลของ WEF โดย ให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานสนับสนุนและประสานงาน เพื่อการดังกล่าว และรับทราบและเห็นชอบตามมติคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (มีมติเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2553) ที่เสนอให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการในส่วนของการปรับปรุงกระบวนการ ประสานกับ WEF ในแง่ของข้อมูลและการเข้าถึงภาคธุรกิจ รวมถึงความเป็นไปได้ในการเสนอให้ WEF พิจารณาเพิ่มผู้ประสานงานในประเทศไทยที่เป็นผู้แทนจากภาคเอกชน อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย