การประชุมเอเปค

การประชุมเอเปค

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 12 ก.ค. 2564

| 15,591 view

พัฒนาการของเอเปค

จุดเริ่มต้นของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

                - การประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของเอเปคครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1989 ที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย  เพื่อจัดตั้งกลุ่มหารือในกรอบความร่วมมือเอเปค ประกอบด้วยสมาชิกเริ่มต้น 12 ราย (ออสเตรเลีย บรูไน ดารุสซาลาม แคนาดา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และสหรัฐอเมริกา) ที่ประชุมเล็งเห็นความสำคัญของการมีเวทีหารือด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคและตกลง ให้มีการหารือเป็นประจำทุกปี

               - การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ของ เอเปค ในปี ค.ศ. 1990 ที่สิงคโปร์ เพื่อหารือถึงรูปแบบขององค์กรเอเปค อย่างเป็นทางการ ที่ประชุมเห็นว่า เอเปคควรเป็นเวทีสำหรับการหารืออย่างกว้างๆ มากกว่าเวทีเพื่อ  การเจรจา และการดำเนินการต่างๆ ของเอเปคควรยึดถือหลักการฉันทามติ (consensus) ความสมัครใจ (voluntarism) ของ ทุกฝ่าย ความเท่าเทียมกันและ     ผลประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกโดยคำนึงถึงความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจและสังคม และระดับการพัฒนาของสมาชิก

              - การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 1991 ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ได้กําหนดเป้าหมายเพื่อธำรงไว้ซึ่งการเจริญเติบโตและการพัฒนาในภูมิภาค ส่งเสริมประโยชน์จากการขยายตัวของการค้าสินค้าและบริการ รวมทั้งการไหลเวียนของทุนและเทคโนโลยี พัฒนาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบ   การค้าพหุภาคี (multilateral trading system) และลดอุปสรรคทางการค้าสินค้าและบริการระหว่างสมาชิกโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจอื่นๆ

              - การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 4 ของเอเปค ในปี ค.ศ. 1992 ที่กรุงเทพฯ โดยมีการออกแถลงการณ์ประกาศจัดตั้งสำนักเลขาธิการเอเปค (APEC Secretariat) ขึ้น ที่สิงคโปร์เพื่อทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของการประชุมและดำเนินการประสาน งานในเรื่องต่างๆ ในกรอบความร่วมมือของเอเปค อันนับเป็นก้าวแรกของการสร้างกลไกเพื่อติดตามให้มีความต่อเนื่องในกิจกรรม ความร่วมมือต่างๆ ของเอเปค อย่างถาวร

   1. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 1 ณ เกาะเบลค ประเทศสหรัฐอเมริกา

            ด้วยความคิดริเริ่มของประธานาธิบดี Bill Clinton ได้ มีการยกระดับความสำคัญของกรอบความร่วมมือเอเปคไปสู่ระดับ  ผู้นำ โดยนอกเหนือจากการประชุมระดับรัฐมนตรีของเอเปคประจำปีแล้วยังมีการประชุมผู้ นำเศรษฐกิจเอเปคครั้งแรกที่เกาะเบลค เมืองซีแอตเติ้ล โดยมีการออกแถลงการณ์ว่าด้วยวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของผู้นำเอเปค (APEC Leaders Economic Vision Statement) ซึ่ง มีสาระคือ การมีประชาคมเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกที่มีการค้าและการลงทุนเสรี นำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในลักษณะที่ไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวด ล้อม ส่งเสริมความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม และการมีระบบการค้าพหุภาคีแบบเปิด
 

   2. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 2 ณ เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย

              จากการประชุมหารือในระดับรัฐมนตรีดังกล่าวนำมาสู่การจัดการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

            ผู้นำเศรษฐกิจเอเปคได้มีการออกปฏิญญาโบกอร์ว่าด้วยเจตนารมณ์ร่วมของเอเปค (The Bogor Declaration of Common Resolve) โดยกําหนดเป้าหมายของเอเปคที่จะให้มีการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคภายในปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) สำหรับสมาชิกที่พัฒนาแล้ว และพ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) สำหรับสมาชิกกำลังพัฒนาที่เหลือ พร้อมกับกำหนดให้การดำเนินการของเอเปคประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่

                           1. การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Liberalisation)

                           2. การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Facilitation)

                           3. ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการ (Economic and Technical Cooperation - ECOTECH)
 

   3. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 3 ณ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น

             การประชุมได้แปลงเอาปฏิญญาโบกอร์ที่ผู้นำฯ ได้ประกาศไว้เมื่อปีก่อนมากำหนดเป็นแผนปฏิบัติการโอซาก้า (Osaka Action Agenda - OAA) สำหรับเป็นแนวทางในการดำเนินงานเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน โดยแผนปฏิบัติการโอซาก้าประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เกี่ยวกับการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Liberalisation and Facilitation - TILF) และส่วนที่ 2 เกี่ยวกับกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ECOTECH) ใน 13 สาขา ความร่วมมือ ได้แก่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม วิสาหกิจขนาดเล็กและกลาง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ พลังงาน การขนส่ง โทรคมนาคมและสารสนเทศ การท่องเที่ยว ข้อสนเทศด้านการค้าและการลงทุน  การส่งเสริมการค้า การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การประมง และเทคโนโลยีด้านการเกษตร
 

   4. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 4 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

            ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเห็นชอบแผนปฏิบัติการมะนิลา (Manila Action Plan) เพื่อดำเนินการในด้านการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และกำหนดขอบข่ายลำดับความสำคัญของกิจกรรมความร่วมมือในกรอบ ECOTECH ให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการโอซาก้า โดยมีการกำหนดเครื่องมือที่จะใช้ผลักดันกิจกรรมความร่วมมือบนพื้นฐานของความสมัครใจ ได้แก่

แผนปฏิบัติการรายสมาชิกของเอเปค (Individual Action Plans - IAPs) สำหรับการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนใน 14 สาขา เสมือนเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของแต่ละสมาชิกในแต่ละปีที่จะดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบและนโยบายในสาขาต่างๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยสมาชิกรายอื่นๆ สามารถติดตามตรวจสอบและให้ข้อคิดเห็นได้

แผนปฏิบัติการร่วม (Collective Action Plans - CAPs) เป็นแผนงานที่สมาชิกเอเปคทุกรายจะปฏิบัติร่วมกันเพื่อเสริมกับแผนปฏิบัติการรายสมาชิกในการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกด้าน  การค้าและการลงทุน

กิจกรรมร่วม (Joint Activities) ในด้าน ECOTECH  ซึ่งประกอบด้วยโครงการความร่วมมือต่างๆ จนถึงขณะนี้มีกว่า 300 โครงการ ที่ดำเนินการภายใต้กรอบของคณะกรรมการ/คณะทำงานต่างๆ ของเอเปค นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบกรอบความตกลงว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทาง เศรษฐกิจและการพัฒนาในเอเปค เห็นชอบกรอบความร่วมมือเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงิน ในภูมิภาคเอเชีย และเรียกร้องให้มหาอำนาจทางเศรษฐกิจเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไข/บรรเทาปัญหาระดับโลกนี้

 

5. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 5 ณ นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

                ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเห็นชอบให้มีการเปิดเสรีล่วงหน้ารายสาขาตามความสมัครใจ (Early Voluntary Sectoral Liberalisation- EVSL) ก่อนกําหนด

             การเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเปคที่กำหนดไว้ในปี ค.ศ. 2010/2020 ใน 15 สาขา อาทิ  ปลา และผลิตภัณฑ์ปลา ผลิตภัณฑ์ป่าไม้ อุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ พลังงาน ของเล่น อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ เมล็ดพืชน้ำมันและผลิตภัณฑ์ อาหาร เครื่องบินพลเรือน ปุ๋ย ยางธรรมชาติ และรถยนต์ เป็นต้น แต่ต่อมาที่ประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่ 6 ณ  กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียมีมติให้นำ EVSL ใน 8 สาขา ไปใช้เป็นพื้นฐานในการขยายผลในกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) ภายใต้ชื่อ Accelerated Tariffs Liberalisation (ATL)

             นอกจากนี้ยังได้รับรองกรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (Vancouver Framework for Enhanced Public - Private Partnership for Infrastructure Development) 
 

   6. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 6 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

            การประชุมเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะวิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีส่วนทำให้สมาชิกเอเปคไม่สามารถผลักดันให้เกิดฉันทามติ และความคืบหน้าในการดำเนินการด้านการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนแต่เพียง อย่างเดียวได้ โดยเฉพาะการดำเนินการตามข้อริเริ่มตามแนวทางการเปิดเสรีล่วงหน้ารายสาขาตาม ความสมัครใจ (EVSL) ซึ่งมีทั้งหมด 9 สาขาที่ได้รับความเห็นชอบตั้งแต่ปีก่อนหน้า และในที่สุดที่ประชุมได้มีมติให้นำเอาข้อริเริ่มดังกล่าวเพื่อนำไปหารือในกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) และเห็นพ้องที่จะดำเนินยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน เพื่อให้พ้นจากสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ โดยตระหนัก ถึงความสำคัญของการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่สมาชิก ร่วมกันสร้างโครงข่ายรองรับทางสังคมและระบบการเงินให้เข้มแข็ง พัฒนาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ในการเผชิญกับโลกาภิวัตน์และได้ผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในด้านความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ECOTECH)
 

    7. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 7 ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์

             ภายใต้สภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคยังคงเห็นพ้องให้มีการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ในภูมิภาค ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งของตลาดและปรับปรุงกรอบการกำกับดูแลการค้าและการ ลงทุนระหว่างประเทศ โดยผู้นำได้รับรองหลักการเอเปคว่าด้วยการส่งเสริมการแข่งขันและการปฏิรูปกฎระเบียบ(APEC Principles to Enhance Competition and Regulatory Reform) มีการรับรองแผนการริเริ่มใช้บัตรนักเดินทางของนักธุรกิจเอเปค (APEC Business Travel Card) เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation)  ให้แก่นักธุรกิจในการเดินทางไปทำธุรกรรมในเขตเศรษฐกิจ อีกทั้งมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคม อาทิ ข้อเสนอระบบอาหารของเอเปค (APEC Food System) ซึ่งมุ่งความมั่นคงด้านอาหารผ่าน 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชนบท 2) การส่งเสริมการค้าอาหาร 3) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปอาหาร และกรอบการบูรณาการบทบาทสตรีในเอเปค (Framework for Integration of Women in APEC)
 

    8. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 8 ณ กรุงบันดาร์ เสรี เบกาวัน ประเทศบรูไนดารุสซาลาม

             การประชุมได้พิจารณาประเด็นเรื่องโลกาภิวัตน์ (Globalisation) ภาคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) และการเสริมสร้างขีดความสามารถ (Capacity Building) ให้ สมาชิกเอเปคสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แต่ความแตกต่างในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างเขตเศรษฐกิจทำให้เกิดความ ได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกัน และนำไปสู่ช่องว่างทางวิทยาการ (Digital Divide) เอเปคจุงได้หามาตรการรองรับโดยการริเริ่มเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Development) และเห็นว่าการจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างสมาชิกเอเปค จะเป็นกลไกที่สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีได้ แต่จะต้องไม่ขัดต่อกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก และไม่ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า
 

     9. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 9 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

      การประชุมจัดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการณ์ความไม่แน่นอนภายในภูมิภาค เมื่อเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ประเด็น เรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายจึงได้เริ่มมีการหารือกันเป็นครั้งแรกในกรอบ เอเปค ซึ่งเน้นไปที่ผลกระทบของการก่อการร้ายต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าและการเดินทางของประชาชนตามปกติ

             ที่ประชุมยังได้หาทางเร่งรัดเพื่อไปสู่เป้าหมายโบกอร์ด้วยการให้ความเห็นชอบความตกลงเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Accord) และการปรับปรุงกระบวนการทบทวนแผนปฏิบัติการรายสมาชิก(Individual Action Plan Peer Review Process) นอกจากนี้ยังได้ผลักดันสมาชิกเอเปคใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านอิเล็กทรอนิกส์ของเอเปค (e-APEC Strategy) และการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของมนุษย์ (Human Capacity Building Strategy) อันเป็นผลมาจากการประชุมระดับสูงด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ (High-level Meeting on Human Capacity Building) ที่ได้เริ่มต้นไว้ตั้งแต่ปีก่อน
 

  10. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 10 ณ กรุงเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก

              การประชุมยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายในเอเปคอย่างต่อเนื่อง ทำให้เอเปคมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย (Counter-Terrorism Action Plan) ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการขนส่งสินค้า ด้วยการดำเนินการตามข้อริเริ่มของสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของการค้าในภูมิภาคเอเปค (Secure Trade in the APEC Region – STAR) การป้องกันการก่อการร้ายทางอิเล็กทรอนิกส์ (Cybersecurity) การป้องกันการก่อการร้ายในด้านการขนส่ง โทรคมนาคม และการขจัดแหล่งเงินทุนที่อาจใช้ในการสนับสนุนแก่ผู้ก่อการร้าย

            ในด้านการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ยังคงเน้นการปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและการสร้างความโปร่งใสของระบบการ เงิน อีกทั้งได้กำหนดให้สมาชิกเอเปคตั้งเป้าหมายลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม (Transaction cost) ลงให้ได้ร้อยละ 5 ภายในปี พ.ศ. 2549 ส่วนในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ยังคงเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถของสมาชิกเอเปคในการปรับตัวเข้าสู่ระบบ เศรษฐกิจใหม่และการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการให้ความสำคัญกับวิสาหกิจขนาดจิ๋ว (Micro-enterprises)
 

   11. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 11 ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย     

               ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเห็นพ้องให้เอเปคสนับสนุนให้เกิดความคืบหน้าในการเจรจา การค้าพหุภาคีรอบโดฮาภายใต้องค์การการค้าโลก และการดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นคงของมนุษย์ โดยเห็นพ้องว่าการต่อต้านการก่อการร้ายมีความสำคัญต่อการเจริยเติบโตทาง เศรษฐกิจและเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ และผู้นำเขตเศรษฐกิจได้รับรองแผนการดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรค ทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) ตลอด จนแนวความคิดริเริ่มและความร่วมมือด้านสาธารณสุขในกรอบเอเปค นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการสร้างเอเปคให้เป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์

 

    12. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 12 ณ กรุงซันติอาโก ประเทศชิลี

                ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเน้นย้ำถึงบทบาทของเอเปคในการส่งเสริมให้มีการสรุปผลการ เจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก และได้รับรองแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (APEC Best Practices on FTAs/RTAs) ซึ่ง เน้นความสอดคล้องและเอื้ออำนวยต่อการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับสมาชิกในการเจรจาและจัดทำเขตการค้าเสรีในอนาคต สนับสนุนความมั่นคงของมนุษย์ โดยเน้นความสำคัญของการต่อต้านการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้านแรง เช่น โรคเอดส์ และการต่อต้านการก่อการร้าย และได้ให้ความเห็นชอบกับแผนการดำเนินงานเพื่อต่อต้านการทุจริตในกรอบเอเปค


   13. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 13 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี

               ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคให้ความเห็นชอบ Pusan Roadmap เพื่อเน้นย้ำการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายโบกอร์ของเขตเศรษฐกิจสมาชิก สนับสนุนการเจรจาการค้าในกรอบองค์การการค้าโลก เน้นการส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ ได้แก่ การต่อต้านการก่อการร้าย การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและสถานการณ์ฉุกเฉิน และความร่วมมือด้านสาธารณสุข โดย เฉพาะไข้หวัดนก สนับสนุนการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันโดยการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยี พลังงาน ให้มีการดำเนินความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริต ส่งเสริมการลดช่องว่างความแตกต่างทางวิชาการ และการปฏิรูปเอเปคเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 

    14. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 14 ณ เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม

               ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคอนุมัติแผนดำเนินการฮานอย ซึ่งส่งเสริมให้มีการปฏิบัติการเป็นขั้นๆ เพื่อบรรลุเป้าหมาย  โบกอร์ (Bogor) และ เพื่อช่วยเขตเศรษฐกิจเอเปคในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวตามกรอบเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ ยังมีการ ออกคำแถลงการณ์เกี่ยวกับการเจรจาการค้ารอบโดฮา (Doha) ขององค์การการค้าโลก (WTO)  
 

    15. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 15 ณ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

               ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคออกแถลงการณ์เป็นครั้งแรกเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนการรองรับต่อผลกระทบจากสภาพ อากาศที่เปลี่ยนแปลง ผู้นำฯ ยังได้รับรองรายงานเรื่องการรวมตัวทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค (Regional Economic Integration – REI) โดย เห็นว่า เป้าหมายระยะสั้นของเอเปค คือ การส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคี ในระยะกลางคือ การบรรลุเป้าหมายโบกอร์ตามกรอบเวลาที่กำหนด และในระยะยาว คือ การจัดตั้งเขตการค้าเสรีของภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก (Free Trade Area in the Asia-Pacific – FTAAP)

    16. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 16 ณ เมืองลิมา ประเทศเปรู

               ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเห็นถึงปัญหาของวิกฤตเศรษฐกิจโลกและสนับสนุนให้มีการ จัดการทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อฟื้นฟูความมั่นคงและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามแนวทางของ G20  ซึ่งรวมถึงการไม่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าใหม่เป็นเวลา 12 เดือน  รวมถึงการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดเสรีทางการค้าและสนับสนุนการเจรจาด้านการค้ารอบโดฮา (Doha) ขององค์การการค้าโลก (WTO) นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในเรื่องของมิติทางสังคมของการค้า และส่งเสริมประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมของบรรษัท (Corporate Social Responsibility - CSR)
 

    17. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 17 ณ สิงค์โปร์ ประเทศสิงคโปร์

               ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเน้นย้ำให้เอเปคมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิกฤตการเงินโลก โดยจะไม่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ต่อไปอีก 12 เดือน และเห็นพ้องกันว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกระลอกใหม่ จะต้องปรับกระบวนทัศน์ด้านการเจริญเติบโต (paradigm of growth) ให้เป็นไปอย่างสมดุล (balanced) เท่าเทียม (inclusive) และยั่งยืน (sustainable) และ โดยที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะเป็นแรงขับทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เอเปคจึงต้องให้ความสำคัญกับการเปิดตลาดเพื่อรองรับ โดยดำเนินการผ่าน 1) การปฎิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายใน ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ โดยใช้เกณฑ์การวัดของธนาคารโลกเรื่อง “ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ” (Ease of Doing Business) จำนวน 5 ด้าน ได้แก่ การเริ่มธุรกิจ การได้รับอนุญาต การบังคับให้เป็นไปตามสัญญา การได้รับสินเชื่อ และการค้าข้ามพรมแดน 2) การสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยที่ประชุมฯ ได้รับรองแผนการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค (Supply Chain Connectivity Framework) และ 3) ให้การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย – แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia – Pacific – FTAAP) เป็น เป้าหมายระยะยาวของเอเปค นอกจากนี้ ในด้านสังคม ที่ประชุมฯ ยังให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การใช้เทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมการใช้สินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม (รวมทั้งสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) แต่จะต้องช่วยเหลือให้เขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาสามารถปรับตัวได้ โดยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน/กองทุน
 

    18. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 18 ณ เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น

          ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้หารือเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในอนาคตของเอเปค ให้สอดคล้องกับโลกในศตวรรษที่ 21 โดยเห็นว่าเอเปคควรส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้เข้มแข็งมากขึ้น เป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้นำฯ ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์เหล่านี้ ได้แก่ การดำเนินบทบาทเป็นผู้บ่มเพาะ (incubator) การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) โดยพัฒนาจากกรอบความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ผู้นำยังเห็นชอบยุทธศาสตร์เพื่อการเจริญเติบโตรูปแบบใหม่ (New Growth Strategy) ซึ่งให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตที่สมดุล ครอบคลุม ยั่งยืน มีนวัตกรรม และมั่นคง

    19. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 19 ณ นครโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

          ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้หารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและขยายการค้า โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ที่ประชุมผู้นำฯ ยังได้หารือถึงแนวทางการเสริมสร้างความสอดคล้องทางด้านกฎระเบียบและการเจริญเติบโตสีเขียว โดยเห็นว่าเอเปคควรพัฒนาจัดทำรายการสินค้าสิ่งแวดล้อม ซึ่งสมาชิกจะดำเนินการลดภาษีให้ได้ต่ำกว่าร้อยละ 5 ภายในปี ค.ศ. 2015

    20. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 20 ณ นครวลาดิวอสต็อก สหพันธรัฐรัสเซีย

          ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคยินดีกับการดำเนินการผู้นำประเทศในยุโรปต่อวิกฤตค่าเงินยูโร และเล็งเห็นถึงความสำคัญขององค์การการค้าโลก ดังนั้น ที่ประชุมจึงให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน ควบคู่ไปกับการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค และประสงค์ให้การเจรจาในองค์การการค้าโลกมีความคืบหน้า ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้หารือเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การจัดตั้งห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ และการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างการเจริญเติบโตอย่างมีนวัตกรรมในภูมิภาค นอกจากนี้ ผลลัพธ์ที่สำคัญของการประชุมฯ ในครั้งนี้ คือ รายการสินค้าสิ่งแวดล้อมเอเปค ซึ่งเขตเศรษฐกิจสมาชิคยืนยันจะลดภาษีให้เหลือต่ำกว่าร้อยละ 5 ภายในปี ค.ศ. 2015

    21. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 21 ณ บาลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

            ที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าหมายโบกอร์และการสนับสนุนการค้าพหุภาคี โดยผู้นำฯ ได้ออกแถลงการณ์แยก (stand-alone statement) เรื่อง “Supporting the Multilateral Trading System and the 9th Ministerial Conference of the World Trade Organization” เพื่อเรียกร้องให้การประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 9 ได้ข้อสรุปในเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้า ประเด็นด้านการพัฒนา และสินค้าเกษตรบางประเด็น ซึ่ง Bali Package ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 9 ก็สอดคล้องกับแถลงการณ์แยกของเอเปคในเรื่องนี้

            นอกจากนี้ ที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคยังได้หารือถึงการส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างเท่าเทียม และการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค ซึ่งในด้านการส่งเสริมความเชื่อมโยงนั้น ผู้นำฯ ได้รับรอง APEC Framework on Connectivity และ APEC Multi Year Plan on Infrastructure Development and Investment โดยจะดำเนินการจัดทำ blueprint สำหรับ APEC Framework on Connectivity ต่อไปในปีหน้า

 


กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศ

8 มกราคม 2557