รายงานสรุปผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคสมัยพิเศษ

รายงานสรุปผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคสมัยพิเศษ

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 1,215 view

รายงานสรุปผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคสมัยพิเศษ

ระหว่างวันที่ 20 – 21 เมษายน 2553 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

 

วัตถุประสงค์

                เพื่อหารือเพิ่มเติมเรื่องการประเมินการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตใหม่ของเอเปค (APEC Growth Strategy) และแนวทางการสนับสนุน Policy Support Unit (PSU) เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้นก่อนการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2/2553

 

การประเมินการบรรลุเป้าหมายโบกอร์

                (ซึ่ง กำหนดให้สมาชิกเอเปคที่พัฒนาแล้วเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนภายในปี ค.ศ. 2010 และสมาชิกกำลังพัฒนาภายในปี ค.ศ. 2020) ที่ประชุมฯ ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรายงาน และวิธีการ(methodology)

การบรรลุเป้าหมายโบกอร์ สรุปดังนี้

  1. หลายเขตเศรษฐกิจไม่เห็นด้วยกับการรวมเขตเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว

ซึ่งต้องถูกประเมินอยู่แล้วตามเป้าหมายโบกอร์กับเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาที่อาสาเข้ารับการประเมินโดยใช้คำว่า “2010 economies” เพราะ จะทำให้เกิดความสับสน และเห็นว่า ควรแยกประเมินอย่างชัดเจนระหว่างเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วและเขตเศรษฐกิจกำลัง พัฒนาเพื่อให้สามารถนำผลการประเมินมาใช้เป็นเกณฑ์ (benchmark) ปรับปรุงแนวทางการบรรลุเป้าหมาย

โบ กอร์ในปี ค.ศ. 2020 ของเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ซึ่งเขตเศรษฐกิจที่มีท่าทีชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ได้แก่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเม็กซิโก โดยมาเลเซียและเม็กซิโกได้แจ้งต่อที่ประชุมฯ ว่า การเข้ารับการประเมินโดยสมัครใจของตนไม่ได้แสดงถึงความสำเร็จ แต่เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าเพื่อวางแนวทางการบรรลุเป้าหมายในปี ค.ศ. 2020 ตามที่ได้กำหนดไว้

                2. สำหรับแนวทางการดำเนินการภายหลังปี ค.ศ. 2010 ไทยเสนอต่อที่ประชุมฯ ว่าต้องการเห็นความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ทั้งการติดตามผลของเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วหลังการประเมินและแนวทางต่อไปของเขต เศรษฐกิจกำลังพัฒนาที่อาสาเข้ารับการประเมิน ซึ่งมีหลายเขตเศรษฐกิจเห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าวว่าต้องชัดเจนและควรจะรวมอยู่ในรายงาน อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นได้แจ้งต่อที่ประชุมฯว่า ญี่ปุ่นเห็นว่าการประเมินในปี ค.ศ. 2010 เป็น one-off assessment และ จะไม่มีการประเมินเขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมซ้ำอีกในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งสุดท้าย ที่ประชุมฯ ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

                3. ที่ประชุมฯ เห็นพ้องกันว่า ร่างรายงาน รวมทั้งวิธีการที่ใช้ในการประเมินยังต้องปรับปรุงเพื่อให้รายงานมีความถูกต้องแน่นอน (robust) ชัดเจน (precise) น่าเชื่อถือ (credible) และสามารถเข้าใจได้ง่ายไม่เพียงเฉพาะเขตเศรษฐ กิจเอเปคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาคมระหว่างประเทศอื่นๆ และสำคัญที่สุดคือ บรรดาภาคธุรกิจซึ่งญี่ปุ่นรับที่จะปรับปรุงร่างรายงานต่อไป

 

ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตใหม่ของเอเปค

                ที่ ประชุมฯ พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตของเอเปคที่ ญี่ปุ่นเสนอ โดยญี่ปุ่นปรับร่างใหม่ให้เน้นเจริญเติบโตใน 5 รูปแบบ (เดิมมี 4 รูปแบบ) ได้แก่ 1) การเจริญเติบโตอย่างสมดุล (balanced) 2) อย่างเท่าเทียม (inclusive) 3) อย่างเป็นสีเขียว (green ซึ่งเดิมเรียกว่า sustainable) 4) ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความรู้ (knowledge-based) และ 5) อย่างมั่นคง (secure) เขตเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไม่คัดค้านกับการเพิ่มเข้ามาของการเจริญเติบโตอย่างมั่นคง และการเปลี่ยนการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน (sustainable) มาเป็นการเจริญเติบโตสีเขียว (green) ยกเว้นจีนที่ยังคงต้องการให้ใช้คำว่า sustainable นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้เปลี่ยน knowledge-based เป็น innovative เพื่อให้สื่อความหมายที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมฯ ยังต้องหารือต่อในรายละเอียดของร่างยุทธศาสตร์ฯ และยังคงไม่มีความชัดเจนว่า องค์กรใดของเอเปคจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตของเอเปค ซึ่งญี่ปุ่นจะเสนอให้พิจารณาในภายหลัง

 

แนวทางการสนับสนุน Policy Support Unit (PSU)

                เป็น หน่วยงานวิเคราะห์ข้อมูลและให้คำแนะนำด้านนโยบายแก่เจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค และสำนักงานเลขาธิการเอเปค และได้ดำเนินงานมาประมาณ 3 ปีแล้ว โดยที่ประชุมฯ เห็นพ้องกันว่า PSU มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อเอเปค และควรจะขยายอาณัติการดำเนินงานของ PSU ที่จะหมดลงในปีนี้ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับระยะเวลา และรับทราบถึงข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานของ PSU โดย ในขณะนี้มีเพียง ออสเตรเลีย สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่แจ้งให้การสนับสนุนทางการเงิน โดยสหรัฐฯ เสนอให้การให้เงินสนับสนุนเป็นกลุ่มโดยเขตเศรษฐกิจเป็นทางเลือกอีกทาง สำหรับอาเซียน ในชั้นต้น เห็นว่า อาเซียนไม่อยู่ในฐานะจะบริจาคเป็นตัวเงินได้ แต่อาจสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางอ้อม (in-kind) เช่น การส่งนักวิจัยไปประจำการกับ PSU หรือ ในอนาคตอาจพิจารณาเรื่องการบริจาคเงินเป็นกลุ่ม แต่อาเซียนก็ยังเห็นว่า ยอดบริจาคปีละ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เพื่อเป็นสมาชิก Governing Board of PSU ยังเป็นจำนวนที่สูงมาก

 


กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

สถานะ 17 มิถุนายน 2553