รายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2/2554

รายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2/2554

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 2,430 view

รายงานสรุปผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ ๒/๒๕๕๔

ครั้งที่ ๒/๒๕๕๔  ที่มลรัฐมอนทานา สหรัฐอเมริกา

 

            สหรัฐอเมริกาได้จัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ ๒/๒๕๕๔  การ ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค การประชุมร่วมรัฐมนตรีเอเปคว่าด้วยการค้าและว่าด้วยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาด ย่อม การประชุมรัฐมนตรีเอเปคว่าด้วยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการประชุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ ๗ – ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ณ มลรัฐมอนทานา สหรัฐอเมริกา สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

 

            ๑.  การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (Regional Economic Integration - REI) 

            ๑.๑  เป้าหมายโบกอร์ (Bogor Goals)  ที่ ประชุมฯ เห็นชอบให้ปรับปรุงกระบวนการ Individual Action Plan (IAP) และ IAP Peer Review ให้ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดการใช้งบประมาณและทรัพยากรลง รวมทั้งปรับปรุงการรายงานผลให้เป็นมิตรกับภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น โดยให้ดำเนินการ ดังนี้

  1. กระบวนการ IAP
  • เปลี่ยน ชื่อจากกระบวนการ IAP เป็น “Bogor Goals Progress Report” เพื่อให้เข้าใจง่าย และให้สำนักเลขาธิการเอเปค และ APEC Policy Support Unit (PSU) ปรับปรุงเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับภาคธุรกิจมากขึ้น
  • สาขา ที่ควรบรรจุไว้ในรายงาน ประกอบด้วย (๑) สาขาที่ระบุใน Osaka Action Agenda ได้แก่ อุปสรรคทางภาษี อุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี การค้าบริการ การลงทุน มาตรฐานและความสอดคล้อง กระบวนการศุลกากร ทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขัน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การปฏิรูปกฎระเบียบ การดำเนินการตามพันธกรณีขององค์การค้าโลก การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ และการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล และ (๒) สาขาที่ระบุเพิ่มเติมหลังการประเมินผลในปี ค.ศ. ๒๐๑๐ ได้แก่ ความโปร่งใส ความคืบหน้าการเจรจาเขตการค้าเสรีในภูมิภาคและแบบทวิภาคี และสาขาอื่นๆ ตามความสมัครใจ
  • ให้ ทำการรายงานทุกๆ ๒ ปี โดยเริ่มจากปี ค.ศ. ๒๐๑๒ และสิ้นสุดในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ และเพื่อเป็นการลดภาระแก่เขตเศรษฐกิจ ให้รายงานเฉพาะสาขาที่มีความคืบหน้าการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายโบกอร์ และให้ PSU เป็นผู้รวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานเพื่อเสนอต่อเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค
    1. กระบวนการ IAP Peer Review
  • ทุก เขตเศรษฐกิจจะต้องเข้ารับการประเมิน ๒ ครั้ง โดยจะเป็นการประเมินผลการบรรลุเป้าหมายโบกอร์กลางภาคในปี ค.ศ. ๒๐๑๖ และเป็นการประเมินผลสุดท้ายในปี ค.ศ. ๒๐๒๐
  • รูปแบบการประเมิน ให้ปรับปรุงจากรูปแบบที่ใช้สำหรับการประเมินผลการดำเนินการระยะแรก เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๐ และมอบหมายให้ PSU รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากกรอบความร่วมมืออื่นๆ มาใช้ประกอบการประเมินด้วย อาทิ  WTO Trade Policy Review Mechanism (TPRM)

           

            ๑.๒  ประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ (Next Generation Trade and Investment Issues)

                        ที่ประชุมฯ เห็นชอบรายการประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ ซึ่งประกอบด้วย

(๑) การอำนวยความสะดวกต่อห่วงโซ่อุปทาน (Facilitating Global Supply Chains) (๒) การส่งเสริม SMEs ให้เข้าร่วมในห่วงโซ่การผลิตของโลก (Enhancing SMEs Participation in Global Production Chains)  และ (๓) การส่งเสริมนโยบายนวัตกรรมที่มีประสิทธิผล ไม่เลือกปฏิบัติ และตามกลไกตลาด (Promoting Effective, Non-Discriminatory, and Market-Driven Innovation Policy)  โดย ไทยเห็นพ้องกับทั้ง ๓ หัวข้อ และสนับสนุนข้อเสนอที่ให้รายการดังกล่าวมีความยืดหยุ่น โดยสามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมได้ในอนาคตเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง ของสภาวะการค้าโลก รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการในเรื่องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการเพิ่มขีดความสามารถและความร่วมมือทางเทคนิค เพื่อลดช่องว่างทางการพัฒนาระหว่างเขตเศรษฐกิจสมาชิก ทั้งนี้ จะมีการหารือนอกรอบก่อนถึงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ ๓/๒๕๔๔ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนกันยายน ๒๕๕๔ ที่นครซานฟรานซิสโก ในเรื่องการดำเนินการต่อไป รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถและความร่วมมือทางวิชาการ 

           

            ๑.๓ ยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ (APEC New Strategy for Structural Reform – ANSSR)

๑.๓.๑ ที่ประชุมฯ ย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจต่อการรวมตัว  ทาง

เศรษฐกิจในภูมิภาค การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงาน  รวมทั้งเห็นพ้องว่า ภาวะผู้

นำและแรงสนับสนุนทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จของการปฏิรูปโครงสร้าง

เศรษฐกิจ และแต่ละเขตเศรษฐกิจต้องส่งประเด็นและแผนงานของตนในกรอบ ANSSR ภายใน

วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔

                  ๑.๓.๒  จีนไทเป สิงคโปร์ เม็กซิโกและสหรัฐฯ ในฐานะเขตเศรษฐกิจนำร่องโดยความสมัครใจ (Early movers) ได้นำเสนอประเด็นหลักและกรอบแผนงานของตนเพื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกอื่น

                  ๑.๓.๓ สหรัฐฯ แจ้งรายละเอียดของ ANSSR Residential Training Workshop ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๐-๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่สิงคโปร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินการภายใต้ ANSSR ของสมาชิกให้สมาชิกแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การใช้เครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการปฏิรูป และการพัฒนาแผนงานการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้ ANSSR ทั้ง นี้ สหรัฐฯ ขอให้แต่ละเขตเศรษฐกิจแจ้งชื่อผู้แทน ๒ คนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ โดยผู้เข้าร่วมควรมีความรู้ ทักษะและประสบการณ์ในด้านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

 

            ๑.๔  การส่งเสริมการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ประชุมฯ มีมติ ดังนี้

                        ๑.๔.๑ ไม่มีข้อขัดข้องต่อข้อเสนอเรื่องอุปสรรคต่อการค้าในภูมิภาคที่สำคัญของ SMEs ๙ รายการ ตามที่ CTI เสนอ อันประกอบด้วย (๑) ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนทางการเงิน (๒) การขาดความสามารถในการพัฒนาสู่ความเป็นสากลและการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจนอก เขตเศรษฐกิจของตน (๓) ความต้องการสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปิดกว้างและโปร่งใส (๔) ปัญหาเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและต้นทุนการขนส่ง (๕) ความล่าช้าและความซับซ้อนของระบบศุลกากร (๖) ความแตกต่างของกฎหมาย กฎระเบียบและข้อบังคับทางเทคนิคระหว่างเขตเศรษฐกิจ (๗) การจดทะเบียนและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการบังคับใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา (๘) ความไม่เพียงพอของนโยบายและกฎระเบียบเพื่อรองรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ข้ามพรมแดน และ (๙) การขาดความสามารถในการใช้ประโยชน์จากอัตราภาษีพิเศษ (preferential tariff rates) และประโยชน์อื่นๆ จากความตกลงทางการค้า     ที่ มีอยู่ และให้นำข้อเสนอนี้ขอการรับรองจากที่ประชุมร่วมรัฐมนตรีเอเปคว่าด้วยการค้า และว่าด้วยวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม ในวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ต่อไป

                        ๑.๔.๒ เห็นพ้องถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมเพื่อเพิ่มความ สามารถในการแข่งขันของ SMEs การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของ SMEs และนโยบายเพื่อสนับสนุน Green SMEs และให้นำเสนอเพื่อขอการรับรองจากที่ประชุมรัฐมนตรีเอเปคว่าด้วยวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อม ในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ต่อไป           

 

๒.  การสร้างความเจริญเติบโตสีเขียว (Green Growth)

            ๒.๑ การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency)

๒.๑.๑ ลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงอย่างไม่มีประสิทธิภาพ (Inefficient Fossil Fuel Subsidy) ที่ประชุมฯ ไม่ขัดข้องต่อข้อเสนอของนิวซีแลนด์และสหรัฐฯ ให้เอเปคจัดทำแผนงานหลายปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสมาชิกในการลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง โดยรวมถึงกลไกการจัดทำรายงานการลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงโดยสมัครใจ (Voluntary Reporting Mechanism on Fossil Fuel Subsidies) และการจัดการประชุม Senior Officials Policy Dialogue on Reducing and Eliminating Inefficient Fossil Fuel Subsidies in APEC ในช่วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ ๓/๒๕๕๔   ทั้ง นี้ การดำเนินการของเอเปคควรสอดคล้องกับการดำเนินการในกรอบ G20 อย่างไรก็ตาม บางเขตเศรษฐกิจ อาทิ จีน และไทย เห็นว่า การลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงจะต้องกระทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคำนึงถึงข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจมีต่อผู้บริโภค

            ๒.๒ มิติด้านการค้า

                   ๒.๒.๑ การค้าสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม (EGS)

  • จีน เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาเรื่อง Dissemination of Environmental Technologies ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ สรุปผลได้ว่า เนื่องจากการผลิต EGS ต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ และมีต้นทุนสูง การส่งเสริม EGS ในเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาจึงเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ทั้งนี้ การส่งเสริม EGS อย่างยั่งยืนจึงควรกระทำผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งดำเนินการได้ใน ๓ ลักษณะ ได้แก่ (๑) การค้า (๒) การลงทุน และ (๓) การใช้นโยบายภาครัฐ อาทิ การสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี และการให้สิ่งจูงใจการลงทุนในลักษณะต่างๆ เช่น feed-in tariff และแรงจูงใจทางภาษี ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีการประเมินความต้องการทางเทคโนโลยี (Technology Need-Assessment)   เพื่อดำเนินมาตรการที่สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าว
  • ที่ประชุมฯ มี ความเห็นแตกต่างกันในเรื่องแนวทางการดำเนินการของเอเปค โดยฝ่ายหนึ่ง นำโดยสหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เห็นว่า เอเปคได้ส่งเสริมความตระหนักรู้และความเข้าใจในเรื่อง EGS มาระยะหนึ่งแล้ว จึงควรเพิ่มระดับความร่วมมือไปสู่การลดอุปสรรค  ทางภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี โดยในชั้นแรก สหรัฐฯ ได้พยายามผลักดันให้มีการลดอัตราภาษีสินค้า EGS ลง    ไม่ ให้เกินร้อยละ ๕ แต่ถูกคัดค้านจากเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาบางเขต อาทิ จีน เม็กซิโก อินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งเห็นว่า ในปัจจุบันยังไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนของ EGS แม้ในกรอบ WTO ดังนั้น การลดอุปสรรคทางภาษีจึงเป็นไปได้ยาก สำหรับประเด็นเรื่องอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีนั้น ไม่ควรมองมาตรการภาครัฐว่าเป็นการกีดกันทางการค้า แต่ควรมองว่ามาตรการภาครัฐที่เหมาะสมและมีความพอดีจะช่วยส่งเสริมการค้าและ การลงทุน รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย ดังนั้น เอเปคจึงควรเน้นความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เขตเศรษฐกิจกำลัง พัฒนามากกว่าการมุ่งลดอุปสรรคทางการค้าแต่เพียงอย่างเดียว 

๒.๒.๒ สินค้าผลิตซ้ำ (Remanufactured Goods) สหรัฐฯ พยายามชี้แจงต่อสมาชิกเอเปคว่า สินค้าผลิตซ้ำแตกต่างจากสินค้าที่นำกลับมาใช้ใหม่ (Recycled Goods) โดยมีคุณภาพเทียบเท่าสินค้าใหม่ แต่ประหยัดทรัพยากรและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ดังนั้น จึงควรมีอัตราภาษีเดียวกันกับสินค้าใหม่ แทนที่จะเป็นอัตราเดียวกับสินค้าใช้แล้วที่มักมีอัตราภาษีที่สูงกว่า อย่างไรก็ตาม หลายเขตเศรษฐกิจยังคงแสดงข้อห่วงกังวลในเรื่องมาตรฐานสินค้า ที่ประชุมฯ จึงมีมติให้พิจารณาแนวทาง การอำนวยความสะดวกทางการค้า ควบคู่ไปกับการส่งเสริมขีดความสามารถในด้านมาตรฐานสินค้า และการคุ้มครองผู้บริโภค 

๒.๒.๓ การแก้ปัญหาการตัดไม้ผิดกฎหมายและการค้าที่เกี่ยวข้อง อินโดนีเซียและสหรัฐฯ เห็นว่า แม้ว่าในปัจจุบัน จะมีกรอบความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาการตัด ไม้ทำลายป่าอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีกรอบใดที่เน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้าโดยตรง จึงเสนอให้เอเปคจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาการตัดไม้ผิด กฎหมายและการค้าที่เกี่ยวข้อง (APEC Expert Group on Illegal Logging and Forest Products Trade) ภายใต้ CTI อย่างไรก็ดี โดยที่ยังไม่มีข้อเสนอเรื่องขอบเขตงาน (Terms of Reference-TOR) ของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญฯ หลายเขตเศรษฐกิจจึงมีความห่วงกังวลว่า การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง กับสินค้าที่ทำจากไม้ อาทิ เฟอร์นิเจอร์ โดยเฉพาะประเด็นการบังคับติดฉลากแสดงที่มาของไม้ ซึ่งหลายเขตเศรษฐกิจยังไม่มีความพร้อม และยังอาจเป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต นอกจากนี้ จีนได้แสดงความเห็นว่าการดำเนินการของเอเปคไม่ควรจำกัดเพียงแค่ประเด็นทาง การค้า แต่ควรรวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคและการเสริมสร้างขีดความสามารถ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับไม้ผิดกฎหมายสามารถกลับมาดำเนิน ธุรกิจถูกกฎหมายได้ ดังนั้น หากมีการจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะ กรรมการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (SCE)  

๒.๒.๔ การอำนวยความสะดวกการนำเข้ารถยนต์ต้นแบบที่ใช้พลังงานทางเลือก ที่ประชุมฯ เห็นพ้องให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลดขั้นตอนและกฎระเบียบการนำเข้ารถยนต์ ดังกล่าว    เพื่อประโยชน์ในการ ศึกษาวิจัย บางเขตเศรษฐกิจ อาทิ เกาหลีใต้ และไทย แสดงความห่วงกังวลว่า อาจมีความพยายามใช้ช่องทางการนำเข้ารถยนต์ดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ทางการ ค้า จึงต้องหารือถึงแนวทาง  การป้องกันปัญหาควบคู่ไปด้วย

 

           ๒.๓ มิติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

๒.๓.๑ ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำ (Low Emission Development Strategies – LEDS) ที่ประชุมฯ เห็นชอบกับข้อเสนอของสหรัฐฯ เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการร่าง ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนควบคู่ไปกับการสร้างความ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ สหรัฐฯ รับจะให้คำแนะนำแก่เขตเศรษฐกิจที่สนใจจะร่างแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว รวมทั้งจะจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง Low Emission Development Strategies for APEC Economies with a Focus on Energy and Transport ในช่วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ ๓/๒๕๕๔ ด้วย

           

๓.  การส่งเสริมและขยายความร่วมมือด้านกฎระเบียบ ที่ประชุมฯ มีมติ ดังนี้

            ๓.๑ เห็นชอบให้สมาชิกเอเปคพิจารณานำเอาแนวปฏิบัติที่ดีในการออกกฎระเบียบ

มา ใช้ใน ๓ ด้าน คือ (๑) การจัดตั้งกระบวนการ กลไก หรือองค์กร เพื่อทำหน้าที่ประสานการออกกฎระเบียบระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในประเทศ (๒) การจัดทำการประเมินผลกระทบของกฎระเบียบ (Regulatory Impact Assessment) และ (๓) การจัดตั้งกลไกการหารือสาธารณะ (Public Consultation Mechanisms) และที่ประชุมฯ ยังเห็นพ้องว่า การดำเนินการในเรื่องการออกกฎระเบียบในแต่ละเขตเศรษฐกิจมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วและเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ดังนั้น การวางแนวทางดำเนินการจะต้องมีความยืดหยุ่น โดยคำนึงถึงความแตกต่างของกระบวนการ  ภาย ในและระดับการพัฒนาของแต่ละเขตเศรษฐกิจสมาชิกเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ควรสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยน แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (best practices) และประสบการณ์ในการดำเนินการทั้ง ๓ ด้านดังกล่าวระหว่างสมาชิก รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมเสริมสร้างขีดความสามารถของสมาชิกเพื่อการนำเอาแนว ปฏิบัติที่ดีในการออกกฎระเบียบมาใช้

            ๓.๒ เห็นชอบต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการจัดทำการศึกษาแนวปฏิบัติในการออกกฎระเบียบของเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปค อย่างไรก็ตาม การจัดทำการศึกษาดังกล่าวต้องใช้เวลาและอาจไม่เสร็จสมบูรณ์ก่อนการประชุม เจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ ๓/๒๕๔๔ ดังนั้น สหรัฐฯ จึงเสนอให้แต่ละเขตเศรษฐกิจพิจารณาจัดทำแนวทางการดำเนินการและการปรับปรุงใน เรื่องดังกล่าวของตนโดยไม่ต้องรอผลการศึกษาข้างต้น เพื่อจะได้เร่งหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการในขั้นต่อไป (the way forwards) ของสมาชิกเอเปคให้แล้วเสร็จก่อนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔

            ๓.๓ ไม่มีข้อขัดข้องต่อการจัดทำแผนความร่วมมือด้านกฎระเบียบของเอเปค อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการมอบหมายหน่วยงานที่จะรับผิดชอบจัดทำร่างแผนดังกล่าวเพื่อให้ สมาชิกพิจารณาและยังไม่มีการหารือในรายละเอียดถึงรูปแบบของแผนดังกล่าว

            ๓.๔ เห็นชอบให้มีการส่งเสริมความร่วมมือด้านมาตรฐานและความสอดคล้องของเทคโนโลยีใหม่ ได้แก่ Smart Grid และความร่วมมือด้านกฎระเบียบและความสอดคล้องรายสาขา เช่น เวชภัณฑ์ และฉลากสารเคมี เป็นต้น

 

๔.  การปฏิรูปเอเปค (APEC Reform)

            ๔.๑  การยุบรวมคณะทำงานเอเปค ที่ประชุมฯ แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ และเห็นพ้องกับความเห็นของอินโดนีเซียว่า การปฏิรูปเอเปคไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการลดจำนวนคณะทำงานย่อย (Downsizing) แต่ควรคำนึงถึงขนาดที่เหมาะสมกับการดำเนินงานตามเป้าหมายของเอเปค (Right-Sizing) โดยหากจะต้องมีการเพิ่มคณะทำงานย่อยเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นของ เอเปค ก็น่าจะกระทำได้

            ๔.๒  การจัดตั้งหุ้นส่วนทางนโยบายภาครัฐและเอกชน  (Public-Private Policy Partnership - PPPP) ในหลักการ ที่ประชุมฯ เห็นพ้องว่า การเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเป็นเรื่องที่ดีและควรให้การสนับสนุน อย่างไรก็ตาม โดยที่สมาชิกเอเปคบางส่วน อาทิ ฮ่องกง จีน ชิลี รวมทั้งไทย ยังมี  ข้อสงวนในการให้ภาคเอกชน เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจประเด็นระดับนโยบายของเอเปค จึงมีข้อสรุปให้พิจารณาเรื่องการจัดตั้ง PPPP เป็นรายกรณี โดยในชั้นนี้ ที่ประชุมมีมติ ดังนี้

๔.๒.๑ เห็นชอบในหลักการให้จัดตั้ง Policy Partnership on Women and the Economy (PPWE) โดยยุบรวม Gender Focal Point Network (GFPN) และ Women’s Leadership Network เข้าด้วยกัน  การ ดำเนินการของ PPWE จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ SCE โดยแต่ละเขตเศรษฐกิจจะเสนอผู้แทนของตนเข้าร่วมประชุม PPWE ทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งเสริม    การมีส่วนร่วมของสตรีในระบบเศรษฐกิจ  การ ประชุม PPWE ครั้งแรกจะมีขึ้นในช่วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ ๓/๒๕๕๔ โดยเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Women and the Economy Summit (WES)

                    ๔.๒.๒ เห็นพ้องว่าไม่ควรยุบคณะทำงานด้านความร่วมมือทางวิชาการเกษตร (ATCWG) เนื่องจากมีขอบเขตการดำเนินการกว้างกว่าประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และโดยที่ที่ประชุมฯ ยังมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ และขอบเขตงานของ Policy Partnership on Food Security (PPFS) จึงเห็นควรให้จัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อหารือถึง Terms of Reference (TOR) เพื่อเสนอให้ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ ๓/๒๕๕๔ พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ไทยได้เสนอตัวเป็นสมาชิกของคณะทำงานย่อยดังกล่าวร่วมกับออสเตรเลีย แคนาดา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และสหรัฐฯ

 


กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

อัพเดท 26 ธันวาคม 2554