วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562
รายงานสรุปผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3/2554
และการประชุมที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 11-26 กันยายน 2554
ณ นครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
µ การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (Regional Economic Integration - REI)
1. ประเด็นการค้าและการลงทุนรูปแบบใหม่
ใน 3 ประเด็นการค้าและการลงทุนมิติใหม่ซึ่งที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2/2554 (SOM2/2011) ณ Big Sky มลรัฐมอนทานา ในเดือนพฤษภาคม 2554 เห็นชอบ ได้แก่
(1) การอำนวยความสะดวกห่วงโซ่อุปทาน
(2) การส่งเสริม SMEs ให้เข้าร่วมในห่วงโซ่การผลิตของโลก และ
(3) การส่งเสริมนโยบายนวัตกรรมที่มีประสิทธิผล ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นไปตามกลไกตลาด
สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องการส่งเสริมนโยบายนวัตกรรมฯ มากที่สุด โดยในการประชุม SOM3/2011 สหรัฐฯ และญี่ปุ่นได้ร่วมเสนอข้อความที่จะบรรจุลงในร่างแถลงการณ์ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในเรื่องนี้ โดยเน้นประด็นเรื่องการเปิดตลาด การเปิดเสรีการลงทุน และการดำเนินนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม เขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ รวมถึงไทย แสดงความกังวลว่า ข้อความดังกล่าวมีเนื้อหาเชิงบังคับ ขาดความสมดุล โดยเน้นเฉพาะการเปิดตลาดแต่ไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถ ในที่สุด ที่ประชุมฯ ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เนื่องจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่นมีท่าทีแข็งกร้าว ไม่ยอมรับการปรับแก้ร่างข้อความดังกล่าว
2. ยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ (APEC New Strategy for Structural Reform – ANSSR)
ที่ประชุมฯ เห็นพ้องว่า ANSSR เป็นหนึ่งในผลงานที่สำคัญของเอเปคในปีนี้ โดย แต่ละเขตเศรษฐกิจต้องนำส่งแผนงานการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของตนภายใต้ ANSSR พร้อมทั้งตัวชี้วัดความก้าวหน้า ตามแบบฟอร์ม (template) ภายในวันที่ 21 ตุลาคม 2554 เพื่อที่สหรัฐฯ จะได้รวบรวมเพื่อใช้ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและการประชาสัมพันธ์
3. การอำนวยความสะดวกการเดินทางภายในภูมิภาค
ที่ ประชุมฯ เห็นชอบในหลักการต่อข้อริเริ่มในการอำนวยความสะดวกการเดินทางภายในภูมิภาค ตามที่สหรัฐฯ เสนอ เพื่อรองรับจำนวนผู้เดินทางและปริมาณการเดินทางภายในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น และเห็นชอบให้พัฒนาเป็นข้อเสนออย่างเป็นทางการเพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหน้าที่ อาวุโสเอเปคครั้งสุดท้ายให้การรับรอง ข้อริเริ่มดังกล่าวประกอบด้วย
(1) การพิจารณาจัดตั้ง APEC Airport Partnership Program
(2) การขยายความครอบคลุมของ APEC Business Travel Card (ABTC)Program
(3) การสร้างเครือข่ายของ Trusted Traveler Programs
(4) การอำนวยความสะดวกการตรวจค้นผู้โดยสารที่เดินทางทางอากาศ
(5) การสนับสนุนระบบ Advance Passenger Information (API)
(6) การอำนวยความสะดวกและดูแลกระเป๋าเดินทาง โดยเฉพาะผู้โดยสารที่เป็นสมาชิกของ Trusted Traveler Programs
µ การสร้างความเจริญเติบโตสีเขียว (Green Growth)
1. การลดอัตราส่วนของปริมาณพลังงานที่ใช้ต่อผลของกิจกรรม (Energy Intensity - EI)
ผู้นำเอเปคเห็นชอบในปี ค.ศ. 2007 ให้ลด EI ลงร้อยละ 25 ภายในปี ค.ศ. 2030 ในการประชุมนี้ สหรัฐฯ เสนอให้เอเปคปรับเป้าหมายการลด EI เป็น ร้อยละ 50 ภายในปี ค.ศ. 2035 เนื่องจากผลการศึกษาล่าสุดของ Asia Pacific Energy Research Center (APERC) พบว่า หากสมาชิกเอเปคปรับนโยบายด้านพลังงานตามคำมั่นสัญญาในเวทีต่างๆ เอเปคจะสามารถลด EI ลงได้ถึงร้อยละ 42 ภายในปี ค.ศ. 2030 และร้อยละ 48 ภายใน ปี ค.ศ. 2035
เจ้า หน้าที่อาวุโสของไทยได้หยิบยกผลการศึกษาซึ่งจัดทำขึ้นโดย Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) ขึ้นชี้แจงว่า การศึกษาดังกล่าวพบว่า เม้ว่าประเทศในเอเชียตะวันออกจะดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเต็มความ สามารถ ก็จะสามารถลด EI ลงได้เพียงร้อยละ 16 ในปี ค.ศ. 2030 เท่านั้น ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลของ APERC
สหรัฐฯ ชี้แจงว่า สาเหตุที่ผลการศึกษาทั้ง 2 ฉบับมีข้อสรุปที่แตกต่างกันมากนั้น น่าจะเกิดขึ้นจากระเบียบวิธีการทำวิจัย (Methodology) ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ความคลาดเคลื่อนของผลการวิจัย ที่ประชุมฯ จึงขอให้คณะทำงานด้านพลังงานนำเรื่องดังกล่าวกลับไปพิจารณา ก่อนรายงานข้อสรุปต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งสุดท้าย/2554 (CSOM/2011) ในเดือนพฤศจิกายน 2554
2. การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม (EGS)
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ เสนอร่างเอกสารเรื่อง Leaders Statement on Trade and Investment in EGS เพื่อเป็นเอกสารแนบท้าย (Annex) ปฏิญญาผู้นำเอเปค โดยมีเนื้อหาผลักดันให้เขตเศรษฐกิจต่างๆ เปิดตลาด อาทิ การ ลดอัตราภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อมลงไม่ให้เกินร้อยละ 5 ภายในปี ค.ศ. 2012 การขจัด Local Content Requirements (LCRs) ที่เกี่ยวข้องกับ EGS ให้หมดไปภายในปี ค.ศ. 2012 และการไม่เลือกปฏิบัติของรัฐในการดำเนินมาตรการส่งเสริม EGS และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั้งนี้ หลายเขตเศรษฐกิจ รวมทั้งไทย ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาที่เสนอ โดยเห็นว่า (1) เนื้อหาของเอกสารดังกล่าวขาดความสมดุล โดยเน้นเฉพาะประเด็นการเปิดตลาด แต่ไม่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างขีดความสามารถ (2) เอเปคไม่ใช่เวทีเจรจาการค้า และทำงานด้วยหลักความสมัครใจ จึงไม่เหมาะสมที่จะหารือเรื่องการลดภาษีและการขจัด LCRs และ (3) สมาชิกเอเปคหลายเขตกำลังอยู่ในระยะเริ่มต้นการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว จึงอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการต่างๆ รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อช่วยผู้ประกอบการของตน ทั้งนี้ จีนเสนอให้มีการปรับเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนา เทคโนโลยี EGS รวมถึงการส่งเสริมการเผยแพร่ (Disseminate) เทคโนโลยี EGS แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากสหรัฐฯ ในที่สุด ที่ประชุมฯ จึงขอให้ CTI ปรับปรุงร่างเอกสารฉบับนี้ต่อไป ก่อนจะเสนอให้ที่ประชุม CSOM/2011 พิจารณา
µ การส่งเสริมและขยายความร่วมมือด้านกฎระเบียบ
1. ที่ประชุมฯ รับทราบรายงานการศึกษาแนวปฏิบัติปัจจุบันในการออกกฎระเบียบของเขตเศรษฐกิจ สมาชิกเอเปค ที่สหรัฐฯ จัดทำขึ้น ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า
1.1 แนวปฏิบัติปัจจุบันในการออกกฎระเบียบมีระดับการดำเนินการที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสมาชิก ทั้งในด้าน (1) กลไกภายในเพื่อประสานการออกกฎระเบียบ (2) การประเมินผลกระทบของกฎระเบียบ (Regulatory Impact Assessment) และ (3) กลไกการหารือสาธารณะ (Public Consultation Mechanisms)
1.2 สมาชิกมีแผนงานเพื่อพัฒนาและปรับปรุงแนวปฏิบัติของตนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม แผนงานดังกล่าวมีความหลากหลายทั้งในแง่ของระดับและขอบเขตของการปฏิรูป โดยส่วนใหญ่ มุ่งเน้นการเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการออกกฎระเบียบ และการทบทวนกฎระเบียบที่มีอยู่ และเขตเศรษฐกิจที่มีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด คือ เวียดนามและสิงคโปร์
2. สหรัฐเสนอแนวทางการส่งเสริมการใช้แนวปฏิบัติที่ดีในการออกกฎระเบียบของ สมาชิกเอเปค โดยมีออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเม็กซิโก ร่วมสนับสนุน พร้อมทั้งมีเอกสารแนบเพื่อตอบข้อคิดเห็นของสมาชิกเรื่องความยืดหยุ่นในข้อ เสนอดังกล่าว โดยคำนึงถึงความแตกต่างของกระบวนการภายในและระดับการพัฒนาของแต่ละเขต เศรษฐกิจ ข้อเสนอนี้เสนอให้มีสมาชิกรายงานความคืบหน้าในปี 2555 และ 2556 และมีการประเมินความก้าวหน้าของแต่ละเขตในปี 2556 โดยใช้ข้อมูลจากรายงานการศึกษาของสหรัฐฯ เป็นฐาน ชิลีได้ให้ความเห็นว่า กรอบเวลาที่กำหนดไว้นั้นสั้นเกินกว่าที่จะเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม และเสนอให้มีการหารือต่อไปเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สมาชิกทุกเขตเห็นด้วย ซึ่งมีสมาชิกหลายเขตรวมทั้งไทย ให้การสนับสนุน ส่งผลให้ข้อเสนอในเรื่องนี้ของสหรัฐฯ ยังไม่ได้รับการรับรอง
3. ที่ประชุมฯ ไม่มีข้อขัดข้องต่อแผนความร่วมมือด้านกฎระเบียบของเอเปค ซึ่ง วางหลักการสำหรับกิจกรรมส่งเสริมความร่วมมือด้านกฎระเบียบ (cooperative activities) ในกรอบเอเปค และให้ความเห็นชอบต่อข้อเสนอด้านมาตรฐานของระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)
µ การเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 23 และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 19
1. ที่ ประชุมฯ รับทราบรูปแบบการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ที่สหรัฐฯ จะจัดโดยเริ่มจากการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีการค้า จากนั้น จะเป็นการประชุมของรัฐมนตรีต่างประเทศคู่ขนานไปกับการประชุมของรัฐมนตรี พาณิชย์ โดยการประชุมของรัฐมนตรีต่างประเทศนั้น จะมี นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เป็นประธาน และจะเป็นการหารือระดับสูงใน 2 เรื่อง คือ
(1) ความสามารถในการรองรับภัยพิบัติ (Disaster Resiliency) เพื่อส่งเสริมความพยายามของภูมิภาคในการเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติ การประสานงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาชิกเอเปค และเพื่อให้เขตเศรษฐกิจสมาชิกจัดตั้งกลไกความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) และรายงานความคืบหน้าในเอเปคทราบภายในปี 2555 และ
(2) ธรรมาภิบาลและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อหารือถึงความสำคัญของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เปิดกว้างและโปร่งใส ซึ่งรวมถึง การบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ในการส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน ในระยะยาวและการลงทุนในภูมิภาค ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังไม่ได้เสนอหัวข้อสำหรับการประชุมของรัฐมนตรีการค้า
2. สหรัฐฯ แจ้งว่า เอกสารปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Leaders’ Declaration) จะมีลักษณะสั้น กระชับ และเน้นการแสดงเจตนารมย์ทางการเมืองที่ชัดเจน และจะไม่มีแถลงการณ์แยก (Standalone Statement) แต่จะมีเอกสารแนบท้าย (Annex) ปฏิญญาผู้นำฯ 3 เรื่อง ซึ่งเป็นประเด็นที่เอเปคให้ความสำคัญในปีนี้ ได้แก่ (1) ประเด็นการค้าการลงทุนรูปแบบใหม่ (2) การค้าและการลงทุนสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม และ (3) ความร่วมมือด้านกฎระเบียบ ส่วนในระดับรัฐมนตรีจะมีแถลงการณ์แยก (Standalone Ministerial Statement) 2 ฉบับ คือ เรื่องการรองรับภัยพิบัติ และธรรมาภิบาล
µ ข้อสังเกตและข้อพิจารณา
1. ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่จะถึงนี้ สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็น ได้แก่ (1) การค้าสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม (EGS) (2) นโยบายด้านนวัตกรรม และ (3) การลด Energy Intensity โดยสหรัฐฯ ได้โน้มน้าวผ่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ในหลายโอกาสว่า ความสำเร็จของการผลักดันประเด็นเหล่านี้ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางการเมืองต่อผู้นำสหรัฐฯ จึงหวังว่า ไทยจะสามารถแสดงความยืดหยุ่น โดยฝ่ายสหรัฐฯ พร้อมที่จะยกเรื่องนี้ขึ้นหารือในระดับผู้นำต่อไป
2. สหรัฐฯประกาศอย่างชัดเจนว่า ต้องการให้ปฏิญญาผู้นำฯ ในเรื่อง EGS มี ความทะเยอทะยาน และแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนและมีน้ำหนัก แม้ว่าหลายเขตเศรษฐกิจจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อความบางส่วนในร่างเอกสาร ที่สหรัฐฯ เสนอ แต่สหรัฐฯ กลับไม่ได้พยายามประนีประนอมแก้ไข และพยายามจะผลักดันประเด็นดังกล่าวในระดับการเมือง เพื่อให้ได้ท่าทีตามที่ตนต้องการ ทั้งนี้ ล่าสุด สหรัฐฯ ได้ขอหารือเรื่องดังกล่าวกับฝ่ายไทยที่ไม่ใช่ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศและ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้แทน หลักของไทยในกรอบเอเปค โดยนาย Michael Froman. Deputy Assistant to the President and APEC 2011 SOM Chair ได้มีหนังสือถึงนายนิรุต คุณวัฒน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) เพื่อขอรับการสนับสนุนเรื่อง EGS จากไทย นาย Demetrios Marantis, Deputy U.S. Trade Representative ได้หารือทางโทรศัพท์กับเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และนาย Kurt Campbell, Assistant Secretary of State for East Asian and Pacific Affairs ได้เชิญ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน เข้าพบหารือที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
3. ประเด็นเรื่องการรองรับภัยพิบัติเป็นข้อเสนอที่น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของไทย ในการนำมาปรับใช้เพื่อสร้างบูรณาการในทั้งสังคม (whole society approach) ในการรองรับภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการพัฒนากลไกความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายละเอียดการดำเนินการ ในเรื่องนี้ เพื่อเสนอรัฐบาลพิจารณาต่อไป
กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
24 พฤศจิกายน 2554
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)