วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562
รายงานผลการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ ๑๙
และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
ณ เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา
๑. สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเจ้าภาพ ได้จัดการประชุมผู้นำเอเปคในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ภายใต้หัวข้อการประชุม “การสร้างเขตเศรษฐกิจที่ไร้รอยต่อในภูมิภาค” (Seamless Regional Economy) โดยแบ่งการประชุมฯ เป็น ๓ หัวข้อ ได้แก่ ๑) Growth and Jobs ๒) Regulatory Reform and Competitiveness และ ๓) Energy Efficiency and Energy Security สรุปได้ต่อไปนี้
๑.๑ Growth and Jobs ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เชิญนาง Christine Lagarde กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF) มากล่าวนำในหัวข้อนี้ โดยนาง Lagarde ได้ กล่าวถึงวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป ซึ่งทุกประเทศต้องร่วมมือกันหยุดยั้งวิกฤตเศรษฐกิจของยุโรปให้ได้เพื่อไม่ ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ส่วนในเอเปคเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วประสบปัญหาการเติบโตชะงักงันและการจ้างงาน ลดลง จึงควรเน้นการปรับโครงสร้าง ส่วนเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาของเอเปคมีลักษณะตรงกันข้าม จึงควรเน้น การพัฒนาเครือข่ายรองรับทางสังคม และเปลี่ยนจากการออมเป็นการบริโภค จากนั้น ผู้นำสิงคโปร์ จีน แคนาดา รัสเซีย ญี่ปุ่น เม็กซิโก และเวียดนามได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับหัวข้อนี้
๑.๒ Regulatory Reform and Competitiveness ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวนำว่า กฎระเบียบมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรวมตัวทางเศรษฐกิจ และการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎระเบียบด้านสาธารณสุข สวัสดิการสังคม สิ่งแวดล้อม และแรงงาน ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจควรวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนและประโยชน์ที่จะได้รับจากการออก กฎระเบียบใด ๆ ด้วย จากนั้น ผู้นำเขตเศรษฐกิจเกาหลีใต้ เม็กซิโก นิวซีแลนด์ มาเลเซีย และฮ่องกง ซึ่งมีประสบการณ์ในการปฏิรูปกฎระเบียบในประเทศ ได้กล่าวถึงประสบการณ์ ของตน
๑.๓ Energy Efficiency and Energy Security การหารือในหัวข้อนี้แบ่งออกเป็น ๒ ช่วง ดังนี้
๑.๓.๑ ในช่วงแรก เรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ นาย Steven Chu รัฐมนตรี พลังงานของสหรัฐฯ กล่าวนำว่าการกำหนดมาตรฐานสินค้าในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานไว้ในระดับ สูง ซึ่งในที่สุดเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการประหยัดพลังงาน การลดต้นทุนของผู้ผลิต และการลดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค จากนั้น ผู้นำญี่ป่น ออสเตรเลีย บรูไน จีน และเวียดนาม ได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวว่า ไทยให้ความ สำคัญกับทั้งการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและความมั่นคงทางพลังงาน โดยไทยมีแผนพลังงานทดแทนที่ชัดเจน และเห็นว่าการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดผลกระทบที่อาจมีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความ รุนแรงมากขึ้น ไทยจึงเรียกร้องให้เอเปคและประชาคมระหว่างประเทศร่วมมือกันเพื่อสร้างแนวทาง การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพที่ยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมการขีดความสามารถของเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ในเรื่องนี้ นอก จากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวขอบคุณประชาคมระหว่างประเทศและเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ไทย และยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในอันที่จะแก้ไขปัญหาอุทกภัยและฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือประชาชนทั่วไป
๑.๓.๒ ในช่วงที่สอง เรื่องความมั่นคงทางพลังงาน Dr. Fatih Birol หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ของ International Energy Agency (IEA) ได้ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นยุคทองของก๊าซธรรมชาติ ซึ่งได้เปรียบเหนือพลังงานในรูปแบบอื่นทั้งในด้านราคาและการขนส่ง ซึ่งผู้นำอินโดนีเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี และรัสเซีย ได้ให้ความเห็นเสริมเกี่ยวกับการจัดหาอุปทานด้านพลังงานเพื่อเสริมสร้างความ มั่นคงทางพลังงาน
๒. สหรัฐฯ ได้จัดให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ พบหารือกับผู้แทนสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council – ABAC) โดยแบ่งผู้นำเป็น ๔ กลุ่ม ซึ่ง รองนายกรัฐมนตรีฯ อยู่ในกลุ่มเดียวกับผู้นำของชิลี จีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม และได้รับเชิญให้ตอบข้อซักถามในหัวข้อ Infrastructure Development ซึ่งครอบคลุมถึงการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย ทั้งในประเทศและทั้งที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาน้ำท่วมและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งในยามเฉพาะหน้า ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว และเชิญชวนให้นักธุรกิจชั้นนำต่างชาติขยายการลงทุนในไทย โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบริหารจัดการน้ำ
๓. ผู้นำเอเปครับรองปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค “The Honolulu Declaration – Toward a Seamless Regional Economy” สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
๓.๑ การเจรจาการค้ารอบโดฮา ผู้ นำเอเปคแสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อการเจรจารอบโดฮาที่ชะงักงัน ยืนยันที่จะไม่ละความพยายามให้เกิดความคืบหน้าในการเจรจา ยืนยันคำมั่นในการต่อต้านการกีดกันทางการค้า และเรียกร้องให้สมาชิกองค์การการค้าโลกสานต่อการดำเนินการจากคำมั่นของผู้นำ เอเปคดังกล่าว พร้อมทั้งหวังว่า จะมีข้อสรุปในเรื่องการภาคยานุวัติสมาชิกภาพของรัสเซียในประชุมระดับ รัฐมนตรีขององค์การการค้าโลกด้วย
๓.๒ การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ผู้ นำเอเปคเห็นพ้องถึงความสำคัญของการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสันติภาพและความมีเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงการแก้ไขจุดอ่อนในประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ การกำหนดมูลค่าขั้นต่ำ (de minimis values) ที่จะยกเว้นภาษีสำหรับการขนส่งสินค้าทางไปรษณีย์ อันจะช่วยสนับสนุนการปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานให้ดีขึ้นร้อยละ ๑๐ ภายในปี ค.ศ. ๒๐๑๕ การส่งเสริมการอำนวยความ สะดวกในการเดินทางในภูมิภาคให้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และปลอดภัยขึ้น การดำเนินการตามแผนปฏิรูปโครงสร้างภายใต้ ANSSR เพื่อลดอุปสรรคหลังพรมแดน และส่งเสริมการเจริญเติบโตที่สมดุล เท่าเทียม และยั่งยืน
๓.๓ การเจริญเติบโตสีเขียว ผู้ นำเอเปคตกลงที่จะจัดทำรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมเป้าประสงค์ในการ พัฒนาและการเจริญเติบโตสีเขียว โดยจะทำการลดภาษีให้อยู่ในอัตราร้อยละ ๕ หรือต่ำกว่า นอกจากนี้ ยังตกลงที่จะลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงที่ไม่มีประสิทธิภาพ และจัดตั้งกลไกการรายงานความคืบหน้าในเรื่องนี้ทุกปี รวมทั้งเพิ่มเป้าหมายการลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานของเขตเศรษฐกิจเอเปค (Energy Intensity) โดยรวมเป็นร้อยละ ๔๕ ภายในปี ๒๕๗๘ โดยใช้ปี ๒๕๔๘ เป็นปีฐาน
๓.๔ ความร่วมมือและความสอดคล้องด้านกฎระเบียบ ผู้นำเอเปคตกลงที่จะเริ่มดำเนินการเพื่อนำแนวปฏิบัติที่ดีในการออกกฎระเบียบไปใช้ในเขตเศรษฐกิจตน ภายใน ปี ๒๕๕๖ ซึ่งได้แก่ (๑) การสร้างเสริมกระบวนการประสานการออกกฎระเบียบระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในเขตเศรษฐกิจ (๒) การประเมินผลกระทบของการออกกฎระเบียบ และ (๓) ดำเนินการหารือสาธารณะ (Public Consultation)
๔. ใน วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ สหรัฐฯ ได้จัดการประชุมระดับรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ ๒๓ และการหารือเชิงนโยบายระดับสูงสำหรับรัฐมนตรีต่างประเทศใน ๒ หัวข้อ คือ High Level Policy Dialogue on Disaster Resiliency และ High-Level Policy Dialogue on Open Governance and Economic Growth คู่ขนานไปกับการประชุมระดับรัฐมนตรีซึ่งมีรัฐมนตรีด้านการค้าเข้าร่วมการประชุมด้วย โดยมีเอกสารผลลัพธ์ของการประชุม ได้แก่
๑) แถลงการณ์รัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ ๒๓
๒) แถลงการณ์รัฐมนตรีเอเปคเรื่อง WTO, the Doha Development Agenda, and Resisting Protectionism
๓) แถลงการณ์แยกของรัฐมนตรีต่างประเทศ เรื่อง Disaster Resiliency
๔) แถลงการณ์แยกของรัฐมนตรีต่างประเทศ เรื่อง Open Governance and Economic Growth
ทั้ง นี้ ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้จัดประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งสุดท้าย (Concluding Senior Official Meeting – CSOM) ในวันที่ ๘-๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นการหารือเพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรี และระดับผู้นำ
๕. ประเด็นสำคัญในกรอบเอเปคในปี ๒๕๕๕ ประธานาธิบดีรัสเซียแจ้งว่า รัสเซียซึ่งจะเป็นเจ้าภาพเอเปคในปี ๒๕๕๕ จะสานต่อกิจกรรมของเอเปคที่สหรัฐฯ ได้ริเริ่มขึ้นในปี ๒๕๕๔ และจะเน้นความเป็นหุ้นส่วนทางนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา การลงทุนในวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีใหม่ การลดช่องว่างทางดิจิตัล ความมั่นคงทางอาหาร การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และภารกิจด้านการขนส่งและโลจิสติคส์ โดยประเด็นหลักโดยคร่าวของเอเปคในปี ๒๕๕๕ คือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่เพื่อสวัสดิการของประชาชน และการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ด้วย การเติบโตที่เท่าเทียม และการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
26 ธันวาคม 2554
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)