สรุปผลการสัมมนาเพื่อหารือเกี่ยวกับท่าทีไทยต่อร่างยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตของเอเปค

สรุปผลการสัมมนาเพื่อหารือเกี่ยวกับท่าทีไทยต่อร่างยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตของเอเปค

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 9 พ.ย. 2565

| 2,165 view

 สรุปผลการสัมมนาเพื่อหารือเกี่ยวกับท่าทีไทยต่อร่างยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตของเอเปค

 

                เอเปคกำลังพิจารณาจัดทำยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตใหม่ของเอเปค (New Growth Strategy) ซึ่งมี 5 ลักษณะคือ สมดุล (balanced) เท่าเทียม (inclusive) ยั่งยืน/เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (sustainable / green)  ใช้นวัตกรรม (innovative) และปลอดภัย (secure) ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ได้พิจารณาในรายละเอียดของยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตใน 4 ลักษณะแรก ดังนี้

 

  1. ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตแบบสมดุล

 

1.1 ที่ ประชุมเห็นว่า ไทยจะต้องกระจายความเสี่ยงของเครื่องจักรขับเคลื่อนการเจริญเติบโต ซึ่งเดิมพึ่งพาการส่งออกในตลาดหลักเดิม เป็นการเพิ่มการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ รวมทั้งการหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดเก่า ตลอดจนพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ตราสารทุนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญให้รัฐสามารถนำเงินทุนไปหมุนเวียนในตลาดได้มากยิ่ง ขึ้น นอกจากนี้ เขตเศรษฐกิจต่างๆ โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ควรปรับปรุงโครงสร้างทางการเงิน โดยสร้างความแข็งแกร่งให้กับตาข่ายรองรับทางสังคม (social safety net) เพื่อลดอัตราการออมสำหรับวัยชรา ตลอดจนส่งเสริมให้มีการแข่งขันในตลาดภายในมากยิ่งขึ้น

1.2 ในด้านการเงินระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นว่าจะต้องปรับปรุงโครงสร้างและธรรมาภิบาลของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ อาทิ IMF และ World Bank โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในการออกเสียง (voting rights) และเห็นด้วยว่า G20 สามารถ เป็นเวทีหลักเพราะได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวไปมากแล้ว แต่ไทยจะต้องกำหนดผลประโยชน์ของตนเองอย่างชัดเจน และมีบทบาทเชิงรุก เช่น จะต้องระมัดระวังการปฏิรูปทางการเงินของ G20 ไม่ให้สถาบันการเงินไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

 

  1. ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตแบบเท่าเทียม

 

2.1 ที่ ประชุมเห็นว่า ขณะนี้ ไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนการเข้าถึงทุนใน การประกอบอาชีพของประชาชน รวมทั้งมีนโยบายเสริมสร้างความเสมอภาค อย่างไรก็ตาม ระดับความไม่เท่าเทียมในสังคมยังมีสูง

2.2 ที่ประชุมเห็นสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของเอเปคว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) แรงงานสตรี และแรงงานนอกระบบ (informal sector) เป็นแรงขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่สำคัญ จึงควรมีนโยบายส่งเสริมที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน เช่น การเงินรายย่อย (microfinance) นอก จากนี้ รัฐจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงานเพื่อให้สอดคล้องกับ อุปสงค์ของตลาดแรงงาน และพร้อมจะฝึกฝนทักษะให้กับแรงงานที่จะต้องเปลี่ยนงานให้สามารถกลับเข้าสู่ ระบบการผลิตได้โดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ ควรวางแผนการพัฒนาการใช้แรงงานของผู้สูงอายุ เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รัฐจึงต้องพยายามให้ความช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุยังคงสามารถพึ่งตนเองและเป็น ปัจจัยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ได้นานที่สุด

 

  1. ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตแบบยั่งยืน/เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

3.1 ที่ประชุมรับทราบนโยบายพลังงาน และแผนงานพลังงานทดแทนของไทย โดยประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 5 ด้านได้แก่

1) การส่งเสริมความมั่นคงด้านแหล่งพลังงาน

2) การใช้พลังงานทดแทน

3) การอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

4) การกำกับดูแลราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

5) การใช้พลังงานกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

ซึ่ง นโยบายดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานแล้ว ยังช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสอดคล้องกับแนวทางยุทธศาสตร์การ เจริญเติบโตแบบยั่งยืนของเอเปค

3.2 ขณะนี้ ไทยยังมีกรอบแผนงานพลังงานทดแทน 15 ปี (2551-2565) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานทดแทนเป็น 20.3% ของ ปริมาณการใช้พลังงานทั้งหมดภายในปี 2565 โดยมีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนต่างๆ เช่น การวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานทดแทน การสร้างศักยภาพและการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง การสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเอกชนลงทุน และการสร้างเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับพลังงานทดแทน เป็นต้น

3.3 ที่ประชุมรับทราบถึงพัฒนาการของไทยเรื่อง Green ICT ว่า ขณะนี้ อุตสาหกรรม Green ICT ของไทยมีเพียง 6.54 % แต่ไทยมียุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมให้ภาคการผลิตของไทยเข้าถึงและสามารถใช้ประโยชน์จาก ICT เพื่อก้าวไปสู่การผลิตและการค้าสินค้าและบริการที่ใช้ฐานความรู้และนวัตกรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การ ส่งเสริมงานวิจัยที่เกี่ยวกับการนำ ICT มา ใช้ในการประหยัดพลังงานหรือช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมโครงการที่สามารถลดการใช้พลังงานน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การทำงานที่บ้าน (Work at home) การประชุมทางไกลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง  และการจัดการระบบจราจรโดยใช้ระบบการขนส่งอัจฉริยะ (Intelligent Transport System - ITS) เป็นต้น

3.4 ที่ประชุมแสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม  (EGS) เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับความหมาย คำจำกัดความ และเกณฑ์ในการพิจารณา EGS ซึ่งไทยกำลังอยู่ในระหว่างพิจารณาการจัดทำรายการ EGS และยังไม่พร้อมสำหรับการเปิดเสรีสำหรับ EGS และเห็นว่า ประเด็น EGS ภายใต้กรอบเอเปคน่าจะอยู่ในลักษณะโดยความสมัครใจมากกว่า  

 

  1. ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตโดยใช้นวัตกรรม

 

4.1 ที่ประชุมรับทราบว่า ระดับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของไทยยังต่ำมาก เมื่อเทียบสัดส่วนค่าใช้จ่าย R&D ต่อ GDP และยังเป็นการลงทุนวิจัยและพัฒนาของภาครัฐมากกว่าเอกชน ซึ่งตรงข้ามกับสถานการณ์ในประเทศพัฒนาแล้ว ไทยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มให้สัดส่วน R&D ต่อ GDP เป็น 1% (ในปี 2553 สัดส่วน R&D ต่อ GDP เท่ากับ 0.2%) และ มีสัดส่วน Private : Public R&D = 50:50 ภายในปี 2559 โดยประมาณ อย่างไรก็ตาม ไทยกำลังขาดแคลนบุคลากรในสาขาวิทยาศาสตร์ และความสนใจของเยาวชนไทยในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ลดลง

4.2 ที่ประชุมเห็นว่า 1) ไทย ควรเร่งพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ โดยอาจเริ่มจากการจัดตั้งโรงเรียนหรือโปรแกรมสำหรับเด็กที่มีความสามารถโดด เด่นในด้านวิทยาศาสตร์ 2) สร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและสร้างตลาดในประเทศเพื่อรองรับและดึงดูด บุคลากรในสาขาวิทยาศาสตร์ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ 3) ส่งเสริมให้ภาคเอกชนเห็นถึงความสำคัญของการลงทุนด้าน R&D นอกจากนี้ ต่อไปไทยจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับกระทรวงต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการจัดทำในปีหน้า

4.3 ในส่วนของความร่วมมือกับเอเปค ที่ประชุมเห็นว่า ไทย น่าจะใช้ประโยชน์จากความร่วมมือเอเปคในการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ และไทยควรจะมีแผนดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศให้เข้ามาทำการวิจัยในไทย เพิ่มมากขึ้นเพื่อสร้างบรรยากาศการทำวิจัยภายในประเทศ และกระตุ้นการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังอาจจัดตั้ง Innovative Policy Forum ด้วย

 


อัพเดท 14 ตุลาคม 2553