สรุปผลการจัดประชุม World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ 21 ที่ประเทศไทย

สรุปผลการจัดประชุม World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ 21 ที่ประเทศไทย

วันที่นำเข้าข้อมูล 9 ก.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 9,625 view

สรุปผลการจัดประชุม World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ 21 ที่ประเทศไทย
 

 การประชุม World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ 21 ที่ประเทศไทย มีผู้เข้าร่วมการประชุม 630 คน และสื่อมวลชน 330 คน โดยมีผู้นำจาก 5 ประเทศเข้าร่วม คือ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีบาห์เรน นายกรัฐมนตรี สปป. ลาว และนายกรัฐมนตรีไทย ตลอดจนผู้แทนระดับรัฐมนตรีเข้าร่วม 19 คน นอกจากนี้ ยังมีบุคคลสำคัญและผู้นำองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วม ได้แก่ นาย Pascal Lamy ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการ UNCTAD นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน และนางอองซาน ซู จี ผู้นำฝ่ายค้านเมียนมาร์ นาย Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้นำภาคเอกชนที่สำคัญ อาทิ ประธาน บริษัท Fujitsu ประธานบริหารบริษัท Fortis Healthcare CEO บริษัท Gas De France SUEZ และประธานบริหาร Jumeirah Group เป็นต้น

 

หัวข้อหลักของการประชุม คือ การกำหนดอนาคตภูมิภาคโดยการเชื่อมโยง หรือ “Shaping the Region’s Future through Connectivity” โดยมี 3 หัวข้อย่อย ได้แก่ (1) การทบทวนรูปแบบของภูมิภาคสำหรับโลกยุคใหม่ หรือ Rethinking Regional Models for a New Global Context (2) การรับมือกับความเสี่ยงในภูมิภาค หรือ Responding to a Region@Risk และ (3) การบรรลุความเชื่อมโยงในภูมิภาค หรือ Realizing Regional Connectivity

 

สรุปสาระสำคัญของการประชุม ดังนี้

1. การอภิปรายในการประชุมชี้ว่าการเพิ่มความเชื่อมโยงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับภูมิภาค ผู้อภิปรายส่วนใหญ่แสดงความเชื่อมั่นว่าอาเซียนจะเป็นจักรกลสำคัญในการสร้างการเจริญเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยอาเซียนต้องเร่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันทั้งในแง่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยลดช่องว่างของระดับการพัฒนา การพัฒนาความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบและด้านสถาบัน รวมทั้งความเชื่อมโยงในระดับประชาชน โดยอาเซียนน่าจะสามารถเรียนรู้จากทั้งจากความสำเร็จและความผิดพลาดของสหภาพยุโรป

2. ในพิธีเปิดการประชุม นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ความเชื่อมโยงระหว่างกันจะช่วยให้อาเซียนรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันได้ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมโยงทางกายภาย การพัฒนาความเชื่อมโยงในด้านอื่นที่ไม่ใช่ด้านกายภาพ และสนับสนุนการพัฒนา connectivity สู่ประเทศและภูมิภาคอื่น และย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการพัฒนาความเชื่อมโยงในอาเซียนและเอเชียตะวันออก รวมทั้งการพัฒนาทั้งโครงสร้างด้านกายภาพและทรัพยากรบุคคลของประเทศไทย

 

3. ผู้นำอื่น ๆ ได้กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุม ดังนี้

               - ประธานาธิบดีอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการมีแผนแม่บท connectivity เพื่อเร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงใน 5-10 ปีข้างหน้า ทั้งในด้านอุตสาหกรรม ภาคบริการ การเกษตร โดยเน้นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชน

- นายกรัฐมนตรีเวียดนามเห็นด้วยกับการส่งเสริม connectivity และย้ำความสำคัญของความร่วมมือ

ด้านภัยพิบัติในกรอบอาเซียน และการพัฒนาแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน สนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล

                - นายกรัฐมนตรี สปป.ลาวเห็นว่า connectivity เป็นปัจจัยสำคัญในการขจัดความยากจน และทำให้ลาวบรรลุ MDGs และพ้นจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และความร่วมมือระหว่างประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง

               - นายกรัฐมนตรีบาห์เรนสนับสนุนให้มีการเกื้อหนุนกันระหว่างกลุ่มคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) กับอาเซียน ในความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน 

>> อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

4. นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงใน CNBC Power breakfast และในงานเลี้ยงอาหารค่ำในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ณ หอประชุมกองทัพเรือ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับผู้นำภาคเอกชนที่เป็นสมาชิก WEF ระดับ Global Growth Companies โดยได้เน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังผันผวน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญในลำดับต้นกับการเสริมสร้างความต้องการของตลาดภายในประเทศและการลงทุนสาธารณะเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคและความเป็นอยู่ของประชาชน

 

5. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ได้เข้าร่วมในการอภิปรายเปิดการประชุมในหัวข้อ East Asian Models for Transforming the Global Economy ร่วมกับบุคคลชั้นนำของโลก อาทิ นาย Pascal Lamy ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ ระบุว่าความท้าทายทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออก คือการกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการกระจายความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียม โดยไทยมุ่งเน้นใช้แนวทางการเพิ่มอำนาจการใช้จ่ายในประเทศเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแทนแนวทางการมุ่งเน้นการส่งออก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกมีความสมดุลมากขึ้น

6. รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้เข้าร่วมการอภิปรายโดยสถานีโทรทัศน์ Bloomberg ในหัวข้อ Financing ASEAN’s Future ร่วมกับ ศ.ดร. Joseph Stiglitz นักวิชาการรางวัลโนเบล โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เน้นย้ำว่าแม้ประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ซึ่งหากอาเซียนสามารถนำความแตกต่างเหล่านั้นมาเกื้อหนุนกัน ก็จะทำให้ความแตกต่างดังกล่าวกลายเป็นจุดแข็งของอาเซียนซึ่งจะไม่ซ้ำรอยความผิดพลาดของสหภาพยุโรปที่มุ่งให้ทุกประเทศยอมรับกฎระเบียบและแนวปฏิบัติเดียวกันโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างพื้นฐานของประเทศในกลุ่ม>> อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

 

7. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้เข้าร่วมการหารือ Private Sessions ร่วมกับผู้นำภาคเอกชนชั้นนำอีกด้วย นอกจากนี้ ภาคเอกชนไทยได้ร่วมแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ในการการประชุม อาทิ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร CEO บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานร่วมของการประชุม นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นประธานร่วมในการหารือของภาคเอกชน (private sessions) ในด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น

8.  ที่ประชุมให้ความสนใจกับพัฒนาการของเมียนมาร์ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของอาเซียน โดยเมียนมาร์จะเป็นเจ้าภาพการประชุม World Economic Forum on East Asia ในปี 2556 ณ กรุงเนปิดอว์ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสนใจกับการเข้าร่วมการประชุมของนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านเมียนมาร์ซึ่งเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี

 

9. สรุปผลการประชุมหัวข้ออื่น ๆ ที่สำคัญ

 

ท่านสามารถชมวิดีโอการหารือบางส่วนได้ที่ http://www.weforum.org/events/world-economic-forum-east-asia-2012

 

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน

1. อาเซียนควรพิจารณาแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ในความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

2. เอเชียอาจต้องเร่งการลงทุนกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งสร้างโครงข่ายโทรคมนาคมให้ก้าวหน้าทันยุคดิจิตอล

3. อาเซียนต้องเตรียมรับมือกับความท้าทาย 4 ประการ ได้แก่

(1) การสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

(2) ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

(3) พลังงาน โดยเห็นว่าอาเซียนไม่ควรเร่งการก้าวไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการใช้พลังงานทดแทน ต้องคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคเป็นสำคัญด้วย

 (4) ปัญหาความท้าทายของขยายตัวของเมืองขนาดใหญ่

 


ประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพของไทย   

1.  การที่ WEF ได้เลือกให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม WEF on East Asia ในปี 2555 เป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญว่าไทยได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ และเปรียบเสมือนการกลับมายืนอยู่บนเวทีโลกอย่างภาคภูมิอีกครั้ง หลังจากความขัดแย้งทางการเมืองจนถึงเหตุอุทกภัยเมื่อปลายปี 2554 นอกจากนี้ การที่มีผู้ตอบรับเข้าร่วมการประชุมเป็นประวัติการทั้งในระดับผู้นำและผู้เข้าร่วมการประชุม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน

2.  สร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการเมืองไทยให้แก่นักธุรกิจและนักลงทุนชั้นนำของโลก ด้วยการนำเสนอความคิดเห็นผ่านมุมมองของผู้แทนรัฐบาลและเอกชนที่เข้าร่วมอภิปรายในหัวข้อต่างๆ ตลอดจนการหารือของภาคเอกชน (private sessions) ในด้านการเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว สาธารณสุข และ ICT ซึ่งเป็นหัวข้อที่เครือข่ายภาคเอกชนของ WEF ได้เสนอให้มีการหารือร่วมกัน ซึ่งสะท้อนถึงความศักยภาพของไทยที่เชื่อมโยงกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกในด้านดังกล่าว

3. ขยายโอกาสทางธุรกิจและการชักจูงการค้าการลงทุนสู่ไทย ผ่านการประชาสัมพันธ์และการจัดกิจกรรมเสริมเพื่อนำเสนอและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ประเทศไทย อาทิ ด้านการท่องเที่ยว ศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอาหาร การเป็น hub ด้านการขนส่งคมนาคมของภูมิภาค เป็นต้น

4. ความสำเร็จจากการส่งเสริมความเชื่อมั่นและการประชาสัมพันธ์ต่างๆ อาจไม่ใช่ผลประโยชน์ที่จับต้องได้ทันที แต่จะช่วยต่อยอดพลวัตรในการเจริญเติบโตของประเทศในระยะกลางและยาว และจะช่วยกระตุ้นการบรรลุเป้าหมายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศซึ่ง BOI กำหนดไว้ที่ 6 แสนล้านบาท 

5. รัฐบาลประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของเอกชนไทยที่มีความเข้มแข็งและสามารถมีบทบาทที่สร้างสรรค์ ตลอดจนสามารถใช้ประโยชน์จากเวทีการหารือด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคผ่านเครือข่าย WEF ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกในการต่อยอดทางธุรกิจ โดยการปัจจุบันมีบริษัทไทยที่ผ่านเกณฑ์และสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิก WEF จำนวน 18 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทที่สมาชิกเดิม 8 บริษัท ได้แก่ (1) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (โดยเป็นระดับ Industrial Partner)  (2) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (3) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (4) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  (5) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (6) บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) (7) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ (8) บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และบริษัทที่เข้าเป็นสมาชิก WEF เพิ่มขึ้นอีก 10 บริษัท ได้แก่ (1) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)  (2) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (3) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)  (4) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (5) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) (6) บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (7) บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด และ (8) บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) (9) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ (10) บริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)