คาร์บอนเครดิตกับอนาคตเศรษฐกิจไทย

คาร์บอนเครดิตกับอนาคตเศรษฐกิจไทย

วันที่นำเข้าข้อมูล 14 ก.ย. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 8,902 view

คาร์บอนเครดิตกับอนาคตเศรษฐกิจไทย


คณะผู้แทนถาวร ณ นครนิวยอร์ค กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ [email protected]


            ปัจจุบันทุกประเทศต่างห่วงกังวลกับปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากกระบวนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ   และอุตสาหกรรม ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความอยู่ดีกินดีของมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะสภาพการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่แม้แต่ไทยเราก็ประสบปัญหาจากปรากฏการณ์ที่เป็นภัยร้ายแรงทางธรรมชาติมาแล้ว ดังเห็นได้จากการที่หลายฝ่ายต่างก็ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งได้ตกลงร่วมกันภายใต้พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ให้มีการดำเนินมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ให้ได้ร้อยละ ๕.๒ ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ หรือราว ๓๐ ล้านตัน โดยการตกลงร่วมกันดังกล่าวถือเป็นพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม

            การแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ดังนั้น ประเทศอุตสาหกรรมที่มีพันธกรณีต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกข้างต้นจึงได้พัฒนาความร่วมมือกับประเทศ นอกกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ดำเนินโครงการตามกระบวนการของ “กลไกการพัฒนาที่สะอาด” (Clean Development Mechanism: CDM) โดยที่คณะกรรมการบริหารของ CDM (CDM Executive Board) จะเป็นผู้ประเมินระบบการบริหารจัดการและระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งว่าสอดคล้องกับมาตรฐานของ CDM หรือไม่ และออกเอกสารรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้จากกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมนั้น ๆ  (Certified Emission Reductions - CERs) ซึ่งผลลัพธ์จากกระบวนการผลิตที่มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกลดลงนี้ ถือว่าเป็นผลได้เชิงบวกที่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า “คาร์บอนเครดิต”

            จากขั้นตอนการประเมินการบริหารจัดการและระดับของคาร์บอนเครดิตในแต่ละอุตสาหกรรมข้างต้น ได้นำไปสู่ระบบการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะการทำการค้าคาร์บอนเครดิตระหว่างภาคธุรกิจของประเทศอุตสาหกรรมซึ่งมีพันธกรณีในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกตามพิธีสารเกียวโตกับผู้ประกอบการ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งได้รับการรับรองจาก CDM Executive Board ว่ามีคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยภาคธุรกิจของประเทศอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ภายใต้พันธกรณีของพิธีสารเกียวโต จะซื้อคาร์บอนเครดิตดังกล่าวมาเพื่อหักลบกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมของตน

            ในส่วนของประเทศไทยซึ่งถึงแม้จะร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโต แต่โดยที่ไม่อยู่ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม จึงไม่มีพันธกรณีที่จะต้องลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก หากแต่สามารถพัฒนาโครงการตามกลไกของ CDM เพื่อหารายรับผ่านการลงทุนเพื่อซื้อคาร์บอนเครดิตจากบรรดาประเทศอุตสาหกรรมได้ โดยธุรกิจที่มีศักยภาพในการดำเนินการมักเกี่ยวข้องกับพลังงานและเทคโนโลยีชีวภาพ เช่นกรณีของสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สามารถพัฒนาฟาร์มสุกรจำนวน ๓๖ แห่งตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดของ CDM โดยนำมูลของสุกรจากฟาร์มเหล่านี้ไปใช้ในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงงานไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมได้กว่าปีละ ๒๔๐,๐๐๐ ตัน ก่อให้เกิดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนถึงปีละกว่า ๓๐ ล้านหน่วย ทั้งยังทำให้เกิดการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศจากการขายคาร์บอนเครดิตได้ถึงปีละ ๑๑๕ ล้านบาท หรือการที่บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซล่าฟาร์มตามกลไกของ CDM และประสบความสำเร็จในการทำสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตมูลค่ากว่าพันล้านบาทเป็นเวลาถึง ๒๑ ปีกับการไฟฟ้าแห่งฝรั่งเศส (Eletricité de France) เมื่อเร็ว ๆ นี้

            จึงอาจกล่าวได้ว่า กลไกเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพิธีสารเกียวโตนี้ นอกจากจะเป็นการผลักดันให้บรรดาประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลายมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) ด้วยการพยายามควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ประเทศกำลังพัฒนาอีกด้วย

อย่างไรก็ดี กระบวนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดของ CDM ยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะราคาของคาร์บอนเครดิตซึ่งยังไม่สูงเพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

            จากรายงานที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับจากคณะผู้แทนถาวร ณ นครนิวยอร์ก แสดงให้เห็นว่า สัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่มีอยู่อย่างดาษดื่นในปัจจุบัน หลายครั้งได้กลายเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผู้ผลิต  ก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ยังคงมีพฤติกรรมการผลิตที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดังเดิมต่อไป อาทิ กรณีที่ผู้ผลิตสารทำความเย็นในหลายประเทศแสวงประโยชน์จากกระบวนการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ด้วยการเร่งผลิตสารทำความเย็นที่ก่อให้เกิดสาร HFC-23 อันเป็นผลผลิตข้างเคียงซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสามารถทำกำไรได้สูงมากจากการทำลายผลผลิตข้างเคียงดังกล่าว โดยภายใต้กลไก CDM ผู้ผลิตจะได้รับ ๑๑,๗๐๐ คาร์บอนเครดิตจากการทำลายผลผลิตข้างเคียง ๑ ตัน เมื่อเทียบกับ ๑ คาร์บอนเครดิตจากการทำลายคาร์บอนไดออกไซด์ ๑ ตัน จึงทำให้ผู้ผลิตสารทำความเย็นกลุ่มดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ส่วนเกินจากการขายคาร์บอนเครดิตในตลาดระหว่างประเทศ โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๘ มีโรงงาน ๑๙ แห่งในภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ จีน (๑๑) อินเดีย (๕) เกาหลีใต้ (๑) เม็กซิโก (๑) และอาร์เจนตินา (๑) สามารถทำรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากกระบวนการผลิตสารทำความเย็นในลักษณะดังกล่าวซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๔๖ ของคาร์บอนเครดิตทั้งหมดในท้องตลาดปัจจุบัน

            ดังนั้น “คาร์บอนเครดิต” จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับเศรษฐกิจไทยที่การพัฒนาโครงการ   ต่าง ๆ ย่อมต้องคำนึงถึงการส่งเสริมระบบการบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศโลกในระยะยาวเป็นสำคัญด้วย โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางพลังงานของอาเซียนซึ่งภาคธุรกิจด้านพลังงานของไทยจะต้องใช้โอกาส และพัฒนาโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดของ CDM ด้วยวิถีทางซึ่งจะไม่สร้างผลข้างเคียงที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพียงเพื่อให้ได้กำไรจากคาร์บอนเครดิตเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนของไทยในการดำเนินความพยายามร่วมกับประชาคมโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง

เอกสารประกอบ

articles-20120914-144600-158170.jpg