วันที่นำเข้าข้อมูล 31 ต.ค. 2555
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562
เอทานอล: พลังงานทดแทนใหม่ของอินโดนีเซีย โอกาสไทยเร่งส่งออก
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา
กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ [email protected] หรือ [email protected]
กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา เกี่ยวกับแนวนโยบายการพัฒนาการผลิตเอทานอลของรัฐบาลซึ่งกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุอินโดนีเซียได้ออกข้อกำหนดให้มีการใช้ส่วนผสมขั้นต่ำของน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อการผลิต bioethanol ในอัตราร้อยละ ๓ สำหรับ transportation sector ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๘ และร้อยละ ๕ สำหรับ non-transportation sector อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบัน อินโดนีเซียยังไม่สามารถผลิตเอทานอลให้พอใช้เป็นส่วนผสมของน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงกว่าพลังงานประเภทอื่นและการขาดมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล อีกทั้งรัฐบาลอินโดนีเซียยังคงอุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงธรรมดาในสัดส่วนที่สูงมาก
ถึงกระนั้นก็ตาม อินโดนีเซียยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันนโยบายการส่งเสริมการใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมของน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อให้บรรลุตามกฎเกณฑ์ของกระทรวงพลังงานฯ ข้างต้น โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือโครงการผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล (Molasses Ethanol) กับ New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยและพัฒนาของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่า ๔๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว บริษัท PT Perkebunan Nusantara X ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจอินโดนีเซียได้เริ่มก่อสร้างโรงกลั่นเอทานอลโรงแรกของประเทศที่ใช้กากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบ มีกำลังการผลิตประมาณ ๑๐๐ กิโลลิตรต่อวัน โดยมีบริษัท Tsukishima Kikai Ltd (TSK) และ Supporo Engineering Ltd (SEG) ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก NEDO เป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ และเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนมีนาคม ๒๕๕๖ เพื่อส่งออกขายตั้งตลาดภายในและภายนอกประเทศ โดยจะพยายามสร้างและขยายเครือข่ายทางการตลาดต่อไป
อย่างไรก็ดี โดยที่ธุรกิจการผลิตเอทานอลในอินโดนีเซีย ยังอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญความท้าทายเรื่องการกำหนดราคารับซื้อจากผู้ผลิตให้เกินจุดคุ้มทุน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับการผลิตพลังงานประเภทอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้ โดยเฉพาะพลังงานฟอสซิลซึ่งรัฐบาลอุดหนุนจำนวนมาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตาจึงเล็งเห็นถึงโอกาสของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ในการพิจารณาขายเอทานอลส่วนเกินสู่ตลาดอินโดนีเซีย ทั้งนี้ โดยคำนึงว่า ฝ่ายอินโดนีเซียยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาการจัดการใช้ประโยชน์จากเอทานอล ซึ่งประสบการณ์และความร่วมมือจากไทยน่าจะมีส่วนสนับสนุนให้อินโดนีเซียบรรลุเป้าหมายด้านการใช้พลังงานทดแทนได้ในอนาคต
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)