วันที่นำเข้าข้อมูล 29 พ.ย. 2555
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562
สรุปผลงานสัมมนาความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม: มิติใหม่แห่งการขยายการค้าและการลงทุน
กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ [email protected]
กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดสัมมนาเรื่อง “ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม: มิติใหม่แห่งการขยายการค้าและการลงทุน” เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๕ ณ โรงแรม พลาซ่า แอทธินี โดยมีอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกเป็นผู้กล่าวเปิดงาน โดยงานสัมมนาครั้งนี้แบ่งออกเป็น ๔ หัวข้อย่อยที่สำคัญ ได้แก่ “จุดแข็งของเวียดนามในการพัฒนาประเทศ” “มองตะวันออก ก้าวข้ามอุปสรรคสู่การลงทุนในเวียดนาม” “ต้องทำอย่างไร เมื่ออยากจะลงทุนในเวียดนาม” และ “ประสบการณ์ตรง นักธุรกิจไทยในเวียดนาม” โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนาทั้งสิ้นกว่า ๒๐๐ คน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาต่างๆของไทย งานสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเพื่อเน้นให้นักธุรกิจและนักลงทุนไทยได้รับข้อมูลเกี่ยวกับภาพรวมทางเศรษฐกิจ สังคม ช่องทางโอกาสการค้าการลงทุนในเวียดนาม และรับฟังประสบการณ์ตรงจากนักทุนไทยที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม
ในการสัมมนาครั้งนี้ ดร.ธัญญาทิพย์ ศรีพนา จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลอย่างน่าสนใจในหัวข้อ “จุดแข็งของเวียดนามในการพัฒนาประเทศ” ไว้ว่า ที่ประเทศเวียดนามมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดในปัจจุบัน เนื่องจากมีจุดแข็งที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ นโยบายทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานระหว่างระบบสังคมนิยมและการตลาด โดยเฉพาะแนวคิด Doi Moi ซึ่งเปิดทางให้เวียดนามสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศเสรีนิยม เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุน อีกทั้งเวียดนามยังมีเสถียรภาพทางการเมืองสูง ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในการลงทุนแก่นักลงทุน รวมไปถึงการที่ประเทศเวียดนามยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ อันได้แก่ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ป่าไม้ ฯลฯ นอกจากนั้นเวียดนามยังมีแรงงานจำนวนมากที่มีค่าแรงต่ำ แต่มีความใฝ่รู้ และมีวินัยในการทำงานจนเป็นที่นิยมของนายจ้างชาวต่างชาติที่เข้ามาทำการค้าและการลงทุน
พร้อมกันนี้ นางวาสนา มุฑุตานนท์ รองเลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวเพิ่มเติมในหัวข้อ “มองตะวันออก ก้าวข้ามอุปสรรคสู่การลงทุนในเวียดนาม” ว่า ปัจจัยที่สนับสนุนการลงทุนในเวียดนามได้แก่ การที่เวียดนามมีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่และมีประชากรเกือบ ๙๐ ล้านคน จึงเป็นฐานรองรับการผลิตสินค้าและบริการที่สำคัญ ปัจจุบันเวียดนามยังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) หรือการลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้าแก่สินค้าจากประเทศตะวันตก นอกจากนี้เวียดนามยังให้สิทธิพิเศษในการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศแก่นักลงทุน และมีกฎหมายคุ้มครองและปกป้องสิทธิของนักลงทุน คือจะไม่มีการยึดหรือโอนทรัพย์สินของนักลงทุนมาเป็นของรัฐ ทั้งยังอำนวยความสะดวกในการโอนเงินลงทุนและผลกำไรที่ได้กลับประเทศอีกด้วย
ในส่วนของนางสมหทัย พานิชชีวะ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนามและนายพัฒนพงศ์ ตัณฑ์สมบูรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อเริ่มดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ภายใต้หัวข้อ “ต้องทำอย่างไร เมื่ออยากจะลงทุนในเวียดนาม” ว่า ต้องเข้าใจฐานะและศักยภาพของธุรกิจของตนเอง ต้องทราบกลุ่มเป้าหมาย/ตลาดสำหรับสินค้าที่จะผลิตว่าต้องการขายตลาดภายในเวียดนาม หรือส่งออกไปยังประเทศที่สาม ที่สำคัญควรทำประกันความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากเวียดนามมีข้อจำกัดในเรื่องความผันผวนของค่าเงินด่อง อีกทั้งรัฐบาลเวียดนามเองก็ยังไม่อนุญาตให้ใช้เงินดอลลาร์ในการลงทุน ดังนั้นบริษัทที่ต้องการเข้าไปลงทุนจึงควรมีที่ปรึกษาทางกฎหมาย เนื่องจากเวียดนามมีการปรับเปลี่ยนกฎหมายด้านการลงทุนและภาษีอยู่เป็นประจำ และสุดท้ายควรจับกลุ่มสร้างพันธมิตรกับเอกชนอื่นๆ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับภาครัฐ เช่น สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม สมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม เป็นต้น
ในหัวข้อการสัมมนาเรื่อง “ประสบการณ์ตรง ของนักธุรกิจไทยในเวียดนาม” มีนายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ และนายสุเวศ วังรุ่งอรุณ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซี.พี. เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในแง่ความพร้อมของเวียดนาม และความท้าทายของนักทุนไทย อาทิ การขอใบอนุญาตประกอบการซึ่งใช้เวลามากและมีต้นทุนด้านอสังหาริมทรัพย์สูง ส่วนในด้านโลจิสติกส์ถือว่าเวียดนามมีความพร้อม แต่การกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคยังคงมีปัญหา เนื่องจากสภาพภูมิประเทศค่อนข้างยาวและถนนบางสายยังไม่ได้รับการพัฒนา ควรลงทุนเกี่ยวกับการใช้เครื่องจักรเพื่อผลิตเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดปัญหาเงินเฟ้อและอัตราค่าแรงที่สูงขึ้น ในอนาคตการใช้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกในเวียดนามอาจจะไม่ยั่งยืน เนื่องจากเวียดนามมีอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไม่ต่ำว่าร้อยละ ๑๐ ในทุกๆปี
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)