ญี่ปุ่นมองไทยแข็งแรง ก้าวเป็น “หัวใจอาเซียน”

ญี่ปุ่นมองไทยแข็งแรง ก้าวเป็น “หัวใจอาเซียน”

วันที่นำเข้าข้อมูล 17 เม.ย. 2556

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 5,473 view

ญี่ปุ่นมองไทยแข็งแรง ก้าวเป็น “หัวใจอาเซียน”


สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา
กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ [email protected] หรือ [email protected]

 

            ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีในสถานการณ์โลกปัจจุบันนี้ จีนกลายเป็นอีกประเทศหนึ่งที่สามารถดึงดูดนักลงทุนญี่ปุ่นได้มากและเป็นคู่แข่งที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากปัจจัยหลายๆทั้งด้านต้นทุนและขนาดตลาด แต่ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนและปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย ทำให้ความสำคัญของประเทศไทยมีเพิ่มมากขึ้น จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็น “หัวใจของอาเซียน” ได้ในสายตาของนักลงทุนชาวญี่ปุ่น

           ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของอาเซียนมีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมของปี ๒๐๑๒ สูงกว่าปี ๒๐๑๑ อยู่ร้อยละ ๔.๖ ซึ่งแม้ว่าจะยังต่ำกว่าอัตราการเติบโตของจีน ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ ๗.๘ แต่ความแตกต่างทางตัวเลขก็มีช่องว่างน้อยลง ที่สำคัญเศรษฐกิจของจีนเริ่มชะลอตัวลงเรื่อยๆ ดังนั้นหากมองในระยะกลางและระยะยาวแล้ว จะเห็นแนวโน้มของการก้าวขึ้นของอาเซียนและการตกลงของจีน ทั้งนี้การเจริญเติบโตของทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอาเซียน และจะมีบทบาทในการจัดสรรปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีที่จำเป็นให้แก่อุตสาหกรรมแต่ละประเทศด้วย

           ข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นหัวใจของอาเซียน คือปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ทางธุรกิจ เนื่องจากไทยเป็นสะดือของเอเชีย คือตั้งอยู่กึ่งกลางของทวีป มีทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิค ทำให้สามารถเชื่อมไปสู่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งญี่ปุ่น จีน และอินเดีย ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย นอกจากนี้การติดต่อค้าขายกับจีน เกาหลี ไต้หวัน และการจ้างแรงงานจากกัมพูชาและพม่า โดยมีเส้นทางการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว ประกอบกับเขตการค้าเสรีอาเซียน ก็เป็นอีกข้อได้เปรียบหนึ่งเช่นกัน

           การประท้วงต่อต้านญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ก่อให้เกิดความกังวลและหวาดกลัวแก่บริษัทญี่ปุ่น ในขณะประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าดินแดนแห่งรอยยิ้มกลับมีความสำคัญเพิ่มขึ้น แม้ว่าประเทศไทยจะมีการประท้วงขอขึ้นค่าแรง แต่ก็มีโอกาสน้อยที่จะมีการใช้ความรุนแรงหรือต่อต้านไม่ซื้อสินค้าญี่ปุ่น บริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยจึงไม่ได้ต้องระแวดระวังเหมือนบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ในประเทศจีน อีกทั้งยังต้องระวังการถูกขโมยเทคโนโลยี และป้องกันไม่ให้พนักงานลาออก แต่ในประเทศไทยมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีการผลิตของลอกเลียนแบบ จากลักษณะของคนไทยและสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทญี่ปุ่นหันกลับมาสนใจลงทุนในประเทศไทยอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภค และการเติบโตของเอเชียใต้จะเป็นแรงส่งเสริมที่ดีแก่อาเซียนในอนาคต การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้นของไทยซึ่งต่างจากประเทศจีนที่มีความเสี่ยงจากการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ทำให้การเข้าสู่เอเชียของบริษัทญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนจาก “Season of China” เป็นก้าวสู่ยุคแห่งเวทีใหม่ และสำหรับบริษัทญี่ปุ่นแล้วประเทศไทยก็ยังคงเป็น Base Camp ของการขยายธุรกิจสู่เอเชียต่อไป
 

เอกสารประกอบ

articles-20130417-145024-836000.pdf