เอทานอลไทย พลังงานทดแทนที่น่าส่งเสริมในตลาดตุรกี

เอทานอลไทย พลังงานทดแทนที่น่าส่งเสริมในตลาดตุรกี

วันที่นำเข้าข้อมูล 16 ต.ค. 2556

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 3,400 view

                                                                                                                                  

 

                                                                  สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา
                                                                  ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์  กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ  กระทรวงการต่างประเทศ
                                                                  อีเมล์  [email protected] หรือ [email protected]

 

            เมื่อเร็วๆ นี้ Economic Policy Research Foundation of Turkey หรือ TEPAV สถาบันวิชาการชั้นนำของตุรกี บริษัท BP  และกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของตุรกี ได้ร่วมกันจัดงานสัมมนา The 2nd TEPAV-BP Energy Forum ที่กรุงอังการา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันเกี่ยวกับทิศทางความต้องการและการใช้พลังงานของโลก และนโยบายพลังงานของตุรกี
            “จากการคาดการณ์ของ International Energy Agency โลกจะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอีก 1 ใน 3 ของการใช้พลังงานในปัจจุบันภายในปี 2035 โดยร้อยละ 60 ของความต้องการดังกล่าวมาจากจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง ดังนั้น การพัฒนาพลังงานโลกยังต้องการการลงทุนอีกมหาศาล อย่างน้อยก็ 6 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐ และจะต้องมีการกระจายแหล่งพลังงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมของความต้องการและการใช้พลังงาน (paradigm shift)” นาย Metin Kilci ปลัดกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติตุรกีให้ข้อคิดเห็น
             ในส่วนของการใช้พลังงานของตุรกี นาย Paul Appleby ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท BP ให้ข้อมูลว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจของตุรกีทำให้ตลาดพลังงานในตุรกีเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบัน ตุรกีบริโภคพลังงานถึงกว่า 1% ของการบริโภคพลังงานโลก โดยใน 100% ของพลังงานที่ตุรกีใช้ เป็นพลังงานจากน้ำมัน 26.4% จากก๊าซธรรมชาติ 35% จากถ่านหิน 26.3% จากน้ำ 11% และจากพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 1.4%
              “การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดพลังงานตุรกีเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของตุรกีเอง และทำให้ตุรกีต้องเร่งพัฒนาพลังงานภายในประเทศ โดยเฉพาะพลังงานทดแทนและพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้” นาย Applyby ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม
              ในประเด็นนี้ กระทรวงพลังงานของตุรกี ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลตุรกีตั้งเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานที่นำกลับมาใช้ได้ใหม่อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ 30% ของการใช้พลังงานทั้งหมดภายในปี 2023 โดยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งจากในและต่างประเทศอย่างจริงจัง อาทิ การปรับกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งพลังงานใหม่ๆ (เช่น กฎหมายเหมืองแร่และพลังงานไฟฟ้า) การเพิ่มมาตรการจูงใจด้านภาษีในการลงทุน และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน รวมถึงการเปิดเสรีโรงงานไฟฟ้าในปี 2014
              ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศมีความเห็นว่า นโยบายของตุรกีที่จะสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานข้างต้น น่าจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการด้านพลังงานทดแทนของไทย โดยเฉพาะ “เอทานอล” (ethanol) ซึ่งในปัจจุบัน ไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยมีโรงงานผลิตเอทานอล 11 แห่ง กำลังการผลิตรวม 1.75 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งในจำนวนนี้ ใช้ภายในประเทศ  800,000 ลิตรต่อวัน
              “โดยคำนึงว่า พลังงานทดแทนเป็นหนึ่งในสาขาความร่วมมือในแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ตุรกี (Joint Plan of Action) ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศเห็นชอบเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของไทยและตุรกี ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ควรเร่งประสานความร่วมมือกัน โดยในเบื้องต้น อาจเริ่มจากการศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนบุคลากร และการทำวิจัยร่วมกัน จากนั้น จึงต่อยอดไปยังการดำเนินธุรกิจร่วมกัน” สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ให้ข้อเสนอแนะ