ศึกษาโอกาสข้าวไทยในจีนผ่านตลาดข้าวของมณฑลยูนนาน
ศึกษาโอกาสข้าวไทยในจีนผ่านตลาดข้าวของมณฑลยูนนาน
วันที่นำเข้าข้อมูล 20 ม.ค. 2557
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

ธิดารัตน์ วนพฤกษาศิลป์
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครคุนหมิง
[email protected]
เมื่อพูดถึงสินค้าไทยในประเทศจีน สินค้าไทยที่ติดหนึ่งในสิบและเป็นที่รู้จักอย่างมากของคนจีน คงหนีไม่พ้น “ข้าวหอมมะลิไทย” ข้าวหอมมะลิไทยส่วนมากนำเข้าจีนผ่านท่าเรือที่เซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้งเป็นหลัก
การนำเข้าข้าวจากต่างประเทศของจีนจะต้องได้รับโควตานำเข้าสินค้าเกษตรจากรัฐบาลซึ่งมีผลให้เสียภาษีศุลกากรเพียงร้อยละ 1 แต่หากไม่ได้รับโควตาจะเสียภาษีร้อยละ 65 ที่ผ่านมาผู้นำเข้าข้าวจากต่างประเทศของจีนรายเก่าๆ มักกระจุกตัวอยู่ในมณฑลกวางตุ้งและเมืองเซินเจิ้น และในทางปฏิบัติผู้นำเข้ารายใหม่ก็มักประสบปัญหาเกี่ยวกับกฎระเบียบและขั้นตอนการขอโควตานำเข้าข้าว รวมถึงศักยภาพของบริษัทรายใหม่ที่ยังไม่เข้าตาคณะกรรมาธิการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) จึงทำให้ยากที่จะมีผู้นำเข้าข้าวรายใหม่เกิดขึ้น
เช่นเดียวกับตัวแทนผู้นำเข้าข้าวจากต่างประเทศในนครคุนหมิง มณฑลยูนนานซึ่งมีเพียงไม่กี่ราย ส่วนใหญ่จึงนำเข้าข้าวจากต่างประเทศโดยการซื้อต่อจากผู้นำเข้าที่มีโควตาหรือซื้อโควตาจากผู้มีสิทธิ์นำเข้าข้าวในมณฑลกวางตุ้ง
ปัจจุบัน ข้าวหอมมะลิไทยในคุนหมิงมีขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม 10 กิโลกรัม และ 25 กิโลกรัม โดยขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม มีจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปในนครคุนหมิงซึ่งมียี่ห้อที่วางจำหน่ายไม่เกิน 10 ชนิด ราคาอยู่ในช่วง 90 – 110 หยวน มีทั้งชนิดที่แพคมาจากเมืองไทยและรีแพคในจีน
สำหรับข้าวบรรจุ 10 และ 25 กิโลกรัม ส่วนใหญ่จะจำหน่ายในราคาส่งให้กับลูกค้าหลัก 2 ประเภท ได้แก่ ตัวแทนย่อย ซึ่งตัวแทนย่อยจะจำหน่ายให้กับพ่อค้าข้าวในตลาดทั่วไปและกลุ่มร้านค้าย่อยอีกทอด ลูกค้าที่สำคัญอีกกลุ่ม คือ โรงแรมระดับสี่และห้าดาว รวมถึงร้านอาหารไทย ร้านอาหารทะเล และร้านอาหารระดับบน
หากพูดถึงข้าวหอมมะลิไทย ชาวยูนนานรู้จักชื่อนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะชาวยูนนานที่ค่อนข้างมีฐานะ อีกทั้งชาวยูนนานมีความใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เป็นอย่างดี ในปัจจุบันข้าวหอมมะลิไทยก็มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามวันเวลาเช่นกัน
คู่แข่งหมายเลขหนึ่ง --- ข้าวคุณภาพดีจากภาคอีสานของจีน
ข้าวในยูนนานแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ข้าวอินดิกาและข้าวจาปอนิกา โดยข้าวอินดิกามีลักษณะเมล็ดยาวรี ต้นสูง เมื่อหุงเสร็จจะมีความร่วน เป็นข้าวที่ปลูกในเขตร้อน เช่น จีนตอนใต้และตอนกลาง (ได้แก่ หูหนาน หูเป่ย กวางตุ้ง กว่างซี เจียงซี และเสฉวน) ศรีลังกา อินเดีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ส่วนข้าวจาปอนิกามีลักษณะเมล็ดป้อม กลมรี ต้นเตี้ย เมื่อหุงเสร็จจะมีความเหนียวนุ่ม เป็นข้าวที่ปลูกในเขตอบอุ่น เช่น จีนอีสาน (ได้แก่ เฮยหลงเจียง จี๋หลิน และฮาร์บิน ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกธัญพืชที่ใหญ่ที่สุดในจีน) ญี่ปุ่น และเกาหลี
ชาวยูนนานนิยมบริโภคข้าวจาปอนิกาถึงร้อยละ 95 ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากจีนอีสาน ส่วนข้าวอินดิกาบางส่วนนำมาจากต่างมณฑล และบางส่วนเป็นข้าวไทย เมียนมาร์ ลาว และเวียดนาม ซึ่งรวมแล้วคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 5
สำหรับข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเมียนมาร์ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ชนิดบรรจุถุงแพค ซึ่งมีการรีแพคในจีน ยังมียอดจำหน่ายน้อยมาก เนื่องจากไม่เป็นที่นิยม ราคาปลีกขนาด 5 กิโลกรัม จำหน่ายราว 35 หยวน ส่วนชนิดไม่บรรจุถุงแพค ราคาส่งจำหน่ายกิโลกรัมละ 3 หยวน ส่วนใหญ่จะจำหน่ายในปริมาณมากให้กับลูกค้าที่นำไปทำแป้งข้าวจ้าว หรือเส้นขนมจีนที่เรียกว่า “หมี่เซี่ยน” ซึ่งชาวยูนนานนิยมบริโภคอย่างมาก
ข้าวที่นำเข้าจากภาคอีสานของจีน และมีจำนวนผู้บริโภคมากที่สุดในยูนนานเป็นข้าวระดับกลาง เช่น ข้าวเสี่ยวติง ราคาประมาณกิโลกรัมละ 4 – 6 หยวน ส่วนข้าวหอมระดับบนที่ชาวยูนนานนิยมบริโภคเช่น เต้าฮัวเซียง และฉางลี่เซียง มีราคาขายปลีกอยู่ที่กิโลกรัมละ 8 – 10 หยวน ในขณะที่ราคาข้าวหอมมะลิไทยอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 20 หยวน แพงกว่าเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคชาวยูนนานก็ยังขาดความมั่นใจในข้าวบรรจุถุงที่ระบุว่าเป็นข้าวไทย เนื่องจากปัญหาการปลอมปนข้าวที่ผ่านมา โดยผู้นำเข้าจีนนำข้าวไทยมารีแพคใหม่ในจีนซึ่งอาจรีแพคที่กว่างโจวหรือยูนนานก็ตาม รวมถึงการนำข้าวเมล็ดยาวชนิดอื่นที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาผสม เพื่อลดต้นทุนและจำหน่ายในแบรนด์ของตน เมื่อข้าวถึงมือผู้บริโภค ความหอมของข้าวซึ่งระบุว่าเป็นข้าวไทยจึงมีกลิ่นหอมลดลงและรู้สึกไม่ต่างจากข้าวหอมของจีน ทำให้ผู้บริโภคชาวยูนนานจำนวนมากไม่รู้จักคุณภาพและรสชาติที่แท้จริงของข้าวหอมมะลิไทย ผู้บริโภคขาดความมั่นใจในตัวสินค้าของไทย แม้จะมีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานอาหาร (Quality Safe Mark: QS Mark) ของจีนก็ตาม ชาวยูนนานระดับบนจำนวนมากจึงหันไปบริโภคข้าวชนิดอื่นแทน โดยเฉพาะข้าวจากทางภาคอีสานของจีนซึ่งข้าวหอมของจีนก็มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง และถูกปากชาวยูนนานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ขอบคุณรูปภาพจาก : www.thaicream.com
กระทรวงการต่างประเทศ
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)