วิกฤติการต่อต้านน้ำมันปาล์มในยุโรป ไฉนจึงเป็นโอกาสการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทย

วิกฤติการต่อต้านน้ำมันปาล์มในยุโรป ไฉนจึงเป็นโอกาสการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทย

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 เม.ย. 2557

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 7,280 view

                                                    สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน
                                                    ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
                                                    อีเมล์ [email protected] หรือ [email protected]

                                                              หรือ [email protected]

 

            ในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน มาเลเซียและอินโดนีเซียถูกยกให้เป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งนำเข้าน้ำมันปาล์มจากทั้งสองประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ พลังงาน เครื่องสำอาง หรือการแปรรูปอาหาร

            แต่เมื่อไม่นานมานี้ เริ่มมีกระแสต่อต้าน “น้ำมันปาล์ม” ในยุโรป โดยเฉพาะใน ฝรั่งเศส      เบลเยี่ยม ลักเซมเบิร์ก และเยอรมนี ซึ่งมีทั้งการรณรงค์ให้เลิกใช้น้ำมันปาล์ม และการออกกฎหมายควบคุมการน้ำเข้าน้ำมันชนิดนี้

            การรณรงค์ต่อต้านน้ำมันปาล์มพุ่งเป้าไปที่สองประเด็นหลัก

            ประเด็นแรก น้ำมันปาล์มไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งนี้ แม้ว่าขณะนี้ จะไม่มีข้อมูลและการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันสมมติฐานดังกล่าว แต่หลายบริษัทได้ตอบรับกระแสการต่อต้านนี้ โดยการติดฉลาก “No Palm Oil” บนสินค้ามากกว่า 350 ยี่ห้อ ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของน้ำมันปาล์มและยังเป็นการย้ำให้ผู้บริโภคเชื่อว่าน้ำมันปาล์มไม่ดีต่อร่างกาย

            ประเด็นที่สอง การปลูกปาล์มทำให้เกิดการถางป่าและบุกรุกผืนป่า ทำให้ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูกเสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด

            ล่าสุด รัฐบาลเยอรมนีได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการรับรองแหล่งที่มีของการผลิตน้ำมันปาล์มที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มมาตรการกีดกันผู้ส่งออกที่ละเลยการผลิตที่ยั่งยืน โดยมาเลเซียและอินโดนีเซียเป็นสองประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎดังกล่าว

            บริบทข้างต้นได้สร้างความวิตกกังวลให้กับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มเป็นอย่างมาก

            อย่างไรก็ดี สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน (ประเทศเยอรมนี) มองต่างมุมว่า วิกฤตการต่อต้านน้ำมันปาล์มในยุโรปถือเป็นโอกาสของไทยในการเจาะตลาดน้ำมันปาล์มในเยอรมนี  ซึ่งยังต้องการน้ำมันปาล์มจำนวนมากเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม

            จากข้อมูลที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้รับจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมเยอรมนี น้ำมันปาล์มของไทยน่าจะเป็นที่ต้องการมากในเยอรมนี  เพราะพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันในไทยมีความเป็นสัดส่วน และปลูกอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ปัจจุบัน ยังมีสวนปาล์ม 4 แห่งของไทย เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตน้ำมันปาล์มตามมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี หรือ GIZ อีกด้วย โดยน้ำมันปาล์มที่ผ่านการรับรองจะได้สิทธิ์ในการใช้ตราสินค้า Green Palm Sustainability ทำให้ผลผลิตของไทยเป็นที่ยอมรับของตลาดมากยิ่งขึ้น 

             ในปี 2555 เยอรมนีนำเข้าน้ำมันปาล์มรวม 1,345 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยมีส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 7.65 ขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซียมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 32.4 และ 11.7 ตามลำดับ

            สถานเอกอัครราชทูตฯ ย้ำว่า  โอกาสของผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มไทยจะเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น หากผู้ที่ได้รับมาตรฐานแล้ว เร่งหาช่องทางการส่งออกไปยังตลาดยุโรป ขณะเดียวกันก็ต้องรักษามาตรการเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนการผลิต 

            นอกจากนี้ ก็ควรหาลู่ทางที่เหมาะสมเพื่อรับมือการรณรงค์ต่อต้านการใช้น้ำมันปาล์มโดยให้เหตุผลว่าไม่ดีต่อสุขภาพ หรือโภชนาการไม่ดี 
 

ขอบคุณรูปภาพจาก :  http://songkhlatoday.com

เอกสารประกอบ

articles-20140401-155705-834551.pdf