ทิศทางเศรษฐกิจยูเออีในปี 2014

ทิศทางเศรษฐกิจยูเออีในปี 2014

วันที่นำเข้าข้อมูล 28 เม.ย. 2557

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 2,845 view

                                                     สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี
                                                     ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
                                                     อีเมล์ [email protected] หรือ [email protected]

            เมื่อเร็วๆ นี้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี) ได้ เข้าร่วมงานสัมมนา UAE Economic Outlook 2014 ซึ่งจัดโดย Department of Economic Development ของรัฐอาบูดาบีและรัฐดูไบ


            จากข้อมูลในการสัมมนารัฐอาบูดาบีประเมินว่า GDP ของตนเอง จะเติบโตอย่างน้อยปีละ 7% เรื่อยไปจนถึงปี 2560 โดยภาคธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันจะเติบโต 8 – 11% ต่อปี ส่วนภาคน้ำมัน จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีกปีละ1 แสนบาร์เรล/วัน จากปัจจุบันที่ผลิตได้ 2.8 ล้านบาร์เรล/วัน ทั้งนี้ตาม Abu Dhabi Economic Vision 2030 รัฐตั้งเป้าเพิ่มอัตราส่วนต่อ GDP ของภาคที่ไม่ใช่น้ำมันให้เป็น 64% ภายในปีค.ศ. 2030 (จากปัจจุบัน 49%) โดยจะเพิ่มอัตราส่วนของภาคอุตสาหกรรมจาก 11% เป็น 25%

            ขณะที่ รัฐดูไบ GDP ในปีนี้จะเติบโต 4.7% และปริมาณหนี้ภาครัฐจะลดลง โดยภาคการท่องเที่ยว การขนส่ง และโลจิสติกส์ ยังคงเป็นสาขาที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดูไบ
ในภาพรวม มีปัจจัย 3 ประการที่จะทำให้ GDP ปีนี้ของยูเออีเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ
            หนึ่ง ราคาน้ำมันดิบโลก จะลดลงเล็กน้อยและแปรปรวนขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองโลกและการค้นพบแหล่งพลังงานอื่น เช่น shale oil
            สอง อัตราเฉลี่ยดอกเบี้ยโลก  คาดว่าจะสูงขึ้นเล็กน้อย
            สาม การเติบโตของเศรษฐกิจโลก สหรัฐอเมริกาจะกลับมาเติบโตสูง กลุ่มประเทศ Emerging Markets จะเติบโตช้าลง ขณะที่สหภาพยุโรปยังไม่แน่นอน นอกจากนั้น อัตราเงินเฟ้อยูเออีในปีนี้ มีค่าพยากรณ์ตั้งแต่ 1.5% ไปจนถึง 4% ขึ้นอยู่กับเงินเฟ้อในสาขาที่อยู่อาศัยเป็นสำคัญ

            ในเรื่องความท้าทาย มี 6 ประเด็นที่จะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของยูเออีที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ
            หนึ่ง การควบคุมไม่ให้เศรษฐกิจยูเออีเกิดอาการ overheating แบบปี 2551 หลายฝ่ายเชื่อว่าความเสี่ยงมีน้อย เพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจยูเออีขณะนี้เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม และมีการออกกฎหมายต่างๆ เพื่อกันการเก็งกำไร
            สอง การจัดการเงินกู้ที่ไม่ก่อให้เกิดผลในภาคธนาคาร ยังคงมีสูง
            สาม นโยบายตลาดแรงงาน บังคับให้บริษัทต่างๆ ต้องหาแรงงานยูเออีที่ผลผลิตสูง
            สี่ การเพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจ (economic diversification) ต้องให้ชาวยูเออีมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและให้มีการถ่ายทอดความรู้จากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ เนื่องจากสำคัญต่อความยั่งยืนของธุรกิจสาขาใหม่ๆ ที่ยูเออีจะลงทุนแต่ยังขาดความเชี่ยวชาญ
            ห้า การเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้ของรัฐบาล พึ่งพารายได้จากน้ำมันมากเกินไป อาจศึกษาข้อดี-ข้อเสียในการเริ่มเก็บภาษีต่างๆ
            หก การเพิ่มความหลากหลายของตลาดส่งออก ระยะหลังยูเออีสนใจแอฟริกามากเป็นพิเศษ เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตเร็ว ขณะเดียวกันแอฟริกาก็มองว่ายูเออีเป็นประตูการค้าไปสู่ยุโรปและเอเชีย

            จากการเข้าร่วมการสัมมนาฯ สถานเอกอัครราชทูตฯ ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีวิทยากรคนใดกล่าวถึงปัจจัย “อิหร่าน” ต่อเศรษฐกิจยูเออีเท่าใดนัก แม้ว่าอิหร่านเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับต้นของยูเออี ซึ่งการที่สหรัฐอเมริกาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านจะช่วยให้ปริมาณการค้ายูเออี–อิหร่านกลับมาเป็นบวกได้อีกมาก ซึ่งในเรื่องนี้ รัฐมนตรี Al Mansouri ของยูเออี ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นหลายฉบับว่า หากการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านมีผลบังคับใช้เมื่อใด ยูเออีก็พร้อมจะเป็นประเทศแรกที่เข้าไปลงทุนค้าขายกับอิหร่าน

 


 

เอกสารประกอบ

articles-20140428-172803-903582.pdf