การประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 10

การประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 10

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 5,116 view

การประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 10 (UNCTAD X, BANGKOK 2000)

 

            ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 หรือ "UNCTAD X, BANGKOK 2000" ระหว่างวันที่ 12-19 กุมภาพันธ์ 2543 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร และการประชุม Mid-term Review ของ UNCTAD ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-3 พฤษภาคม 2545 ณ ศูนย์การประชุมอาคาร ESCAP กรุงเทพฯ

            ผลด้านสารัตถะของการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 ปรากฏในเอกสาร 2 ฉบับ สรุปได้ ดังนี้

            1. Bangkok Declaration (ปฏิญญากรุงเทพ)

            ปฏิญญากรุงเทพเป็นเอกสารที่แสดงฉันทามติของประเทศสมาชิก UNCTAD เกี่ยว กับผลของกระแสโลกาภิวัตน์ที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก และแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกันของประเทศสมาชิกที่จะร่วมมือกันในการ ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพื่อทำให้ประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาสามารถได้รับประโยชน์จากกระบวนการโลกาภิวัตน์ใน ด้านการค้า การลงทุน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมและเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ในระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบของกระบวนการโลกาภิวัตน์ได้ แม้ปฏิญญากรุงเทพฯ จะไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่ก็เป็นเอกสารที่มีผลผูกพันทางการเมือง โดยทุกประเทศสมาชิก UNCTAD มี พันธะทางด้านการเมืองที่จะต้องปฏิบัติตามแนวนโยบายที่ได้ร่วมกันแถลงไว้ใน เอกสารดังกล่าวเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศในเรื่องของการ เงิน การลงทุน การพัฒนา สาระสำคัญ ได้แก่
          สภาวการณ์ปัจจุบัน
          เพื่อ หารือเกี่ยวกับการทำให้โลกาภิวัตน์เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการ พัฒนา รวมทั้งแสวงหาความเสมอภาคและการมีส่วนร่วมของทุกประเทศ ขจัดการถูกเบียดตกขอบของประเทศที่ยากจน อันเนื่องมาจากโลกาภิวัตน์ และความร่วมมือของประชาคมระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
          การเริ่มต้นใหม่

          การประชุม UNCTAD ก่อ ให้เกิดการทบทวนประสบการณ์จากโลกาภิวัตน์ วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของแนวทางและนโยบายที่ผ่านมา สร้างความมั่นใจว่าทุกประเทศสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และได้เน้นย้ำถึงพันธกรณีที่จะร่วมกันทำให้ระบบการค้าพหุภาคีมีความเท่า เทียมและเป็นธรรม ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่โปร่งใสและเอื้อประโยชน์ให้กับทุกประเทศ
          การหารือที่เปิดกว้างและการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

            UNCTAD จะ ต้องมีส่วนสนับสนุนที่สำคัญในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านการ พัฒนา โดยการประชุมครั้งนี้ก่อให้เกิดความหวังในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาในการสร้าง ระบบเศรษฐกิจที่มีความยุติธรรมกว่าเดิม บรรเทาความยากจน แก้ไขความไม่สมดุล และเอื้อให้ประชาชนทั้งปวงได้รับความมั่นคงและมีโอกาสที่เพิ่มขึ้นในการยก ระดับมาตรฐานความเป็นอยู่

2. Bangkok Plan of Action (แผนปฏิบัติการกรุงเทพ)

            แผน ปฏิบัติการกรุงเทพเป็นแผนปฏิบัติการที่ระบุรายละเอียดของยุทธศาสตร์ นโยบาย และมาตรการในการดำเนินนโยบายด้านการค้า การเงิน การลงทุน และการพัฒนาที่ประเทศสมาชิก UNCTAD ได้ตกลงโดยฉันทามติ เพื่อให้ประเทศสมาชิก UNCTAD และสำนักเลขาธิการ UNCTAD ดำเนิน การให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่แถลงไว้ในแถลงการณ์กรุงเทพ เป็นเอกสารที่มีผลผูกพันทางการเมืองเช่นเดียวกับแถลงการณ์กรุงเทพแผนปฏิบัติ การกรุงเทพ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ดังนี้

            1. การประเมินผลกระทบทั้งทางด้านบวกและด้านลบของโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีต่อการพัฒนา

            2. การประมวลพัฒนาการของข้อริเริ่มระหว่างประเทศที่สำคัญๆ เช่น การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัย การพัฒนาภูมิภาคแอฟริกา แผนปฏิบัติการสำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด/การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดครั้งที่ 3 เป็นต้น

            3. มาตรการ และข้อริเริ่มต่างๆ ที่นำมาใช้โดยประชาคมระหว่างประเทศเพื่อให้มั่นใจว่าประเทศกำลังพัฒนารวมตัว เข้ากับเศรษฐกิจโลกได้ เช่น การทำให้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคเป็นอันหนึ่งอันเดียวและมีความสอดคล้องกันทั้ง ในระดับชาติ ภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ การปรับปรุงระบบการเงิน การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การระดมทรัพยากรจากภายนอกเพื่อการพัฒนา การเปิดเสรีของตลาดเงินทุนภายใต้การควบคุมดูแลให้ระบบการค้าพหุภาคีเป็น ประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศ เป็นต้น

            4. บทบาทของ UNCTAD ควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับกิจกรรม 4 สาขา ดังนี้

                        4.1 โลกาภิวัตน์และการพัฒนาการลงทุน

                        4.2 การพัฒนาวิสาหกิจและเทคโนโลยี

                        4.3 การค้าสินค้าและบริการและประเด็นเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ และ

                        4.4 โครงสร้างพื้นฐานด้านบริการเพื่อการพัฒนาและประสิทธิภาพทางการค้า รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนา ตลอดจนเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองเกี่ยวกับการดำเนินงานของ องค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ด้วย ความละเอียดปรากฏตามเอกสารสรุปผลการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10   

การจัดตั้งสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (สคพ.) หรือ International Institute
for Trade and Development (ITD)

            เป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมประการหนึ่งจากการประชุม UNCTADครั้งที่ 10 ที่รัฐบาลไทยและ UNCTAD เห็นความสำคัญร่วมกันในการริเริ่มความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยรัฐบาลไทยได้ร่วมกับ UNCTAD จัดตั้งสถาบัน ITD ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมา ได้เปิดทำการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 เพื่อ เป็นศูนย์กลางในการเพิ่มและเสริมสร้างขีดความสามารถและประสิทธิภาพ รวมทั้งทักษะในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้แก่บุคลากรของประเทศกำลัง พัฒนาในภูมิภาคเอเชีย เพื่อการกำหนดและดำเนินนโยบายให้สามารถรับมือและจัดการกับความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดจากโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรี ผ่านการสัมมนาการฝึกอบรม และการวิจัย ทั้งยังเผยแพร่ผลงานศึกษาวิจัยและข้อมูลสารสนเทศด้านเศรษฐกิจให้สาธารณชนได้ รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงข้อมูลเกี่ยวกับ ITD มีปรากฏที่ www.itd.chula.ac.th

 

การประชุมเพื่อประเมินและติดตามผลการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 10 (UNCTAD Mid-Term Review)

            ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการประเมินและติดตามผลการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 (UNCTAD Mid-Term Review) และยกระดับให้เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-3 พฤษภาคม 2545 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ สรุปสาระสำคัญของการประชุมได้ ดังนี้

  • ภูมิหลังและวัตถุประสงค์ของการประชุม

การประชุม Mid-Term Review ครั้งที่ 10 เป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศสมาชิก UNCTAD เพื่อประเมินพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกและการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการกรุงเทพ (Bangkok Declaration) อันเป็นผลมาจากการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 ที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางในการดำเนินความร่วมมือของประเทศสมาชิกและสำนักเลขาธิการ UNCTAD ในการจัดการกับโลกาภิวัตน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

  • วาระการประชุม
    1. การประชุมคณะกรรมการการค้าและการพัฒนา (Trade and Development Board) ได้พิจารณารายงานผลการประชุมเพื่อประเมินผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ คณะทำงานและผู้เชี่ยวชาญของ UNCTAD และการดำเนินกิจกรรมในการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการของ UNCTAD ตามแผนปฏิบัติการกรุงเทพ (Bangkok Plan of Action) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่การประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 สรุป ได้ว่า ที่ประชุมเห็นควรปรับปรุงกลไกการทำงานและการประสานงานระหว่างคณะกรรมการและ การประชุมผู้เชี่ยวชาญให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการของ UNCTAD ในเรื่อง การสัมมนาฝึกอบรม โดยเห็นด้วยกับข้อเสนอของประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ รวมทั้งไทย ที่เสนอให้ใช้แนวทางในการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการโดยร่วมมือกับสถาบันฝึก อบรมของภูมิภาคบนพื้นฐานของความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา เช่น สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (International Institute for Trade and Development: ITD) ที่กรุงเทพฯ ซึ่งผู้แทนรัฐบาลไทยร่วมกับ UNCTAD ได้ลงนามจัดตั้ง ITD ในระหว่างการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2543 และการจัดการกับโอกาสและสิ่งท้าทายของทางเลือกนโยบายใหม่ๆ ตั้งแต่การประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 สมาชิกที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วส่วนหนึ่งเห็นว่า ควรเน้นเรื่องธรรมาภิบาล เรื่องการปฏิรูปสถาบันภายในประเทศ ใน ขณะที่สมาชิกที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่เห็นว่าควรเน้นการปฏิรูประบบ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูประบบการเงินและการค้าระหว่างประเทศ  ดัง นั้น การประชุมที่กรุงเทพมหานครจึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะหารือเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ การพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
    2. พิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ ในช่วงบ่ายวันที่ 30 เมษายน 2545 ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุม สรุปได้ว่ากระบวนการโลกาภิวัฒน์ได้นำมาทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับการ พัฒนา และในการที่จะทำให้กระบวนการโลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนนั้น ทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจโลกให้มีความสมดุลและเป็น ธรรมมากขึ้น โดยได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกร่วมมือกันในการดำเนินการตาม Monterrey Consensus ซึ่งเป็นผลการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการระดมทุนเพื่อการพัฒนา(Financing for Development – FfD) ที่เมืองมอนเทอร์เรย์ ประเทศเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 18-22 มีนาคม 2545 โดยการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศอย่างจริงจัง และร่วมมือกันในการทำให้การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบใหม่เป็นการเจรจาเพื่อการพัฒนา (Development Round) โดย เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วเปิดตลาดให้แก่สินค้าและบริการจากประเทศกำลัง พัฒนาอย่างจริงจัง ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาก็ต้องพัฒนามาตรฐานสินค้าของตนให้มีคุณภาพมากขึ้น ด้วย และให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายการพัฒนาของประเทศไทยซึ่งดำเนินการตามแนว ทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เน้นเรื่องการเสริม สร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงกับระบบ เศรษฐกิจ และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง การแก้ไขปัญหาความยากจนโดยการให้ความช่วยเหลือระบบเศรษฐกิจรากหญ้า โดยยกตัวอย่างกองทุนหมู่บ้าน การพักหนี้เกษตรกร และโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ว่าเป็นตัวอย่างของโครงการเพื่อแก้ไข ปัญหาความยากจน และได้กล่าวถึงความสำคัญของการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศกำลังพัฒนา ในเรื่องการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศการเจรจาและการดำเนินการค้า ระหว่างประเทศเพื่อให้สามารถได้ประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์ โดยได้กล่าวถึงการจัดตั้งสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ว่าเป็นตัวอย่างของความร่วมมือให้ความช่วยเหลือทางวิชาการในการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ นาย Rubens Ricupero เลขาธิการ UNCTAD กล่าว ขอบคุณรัฐบาลไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมและกล่าวสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวที่ทรงอุทิศพระองค์ให้กับงานด้านการพัฒนา รวมทั้งกล่าวตอบสุนทรพจน์ของ ฯพณฯ  นายก รัฐมนตรี สรุปได้ว่า แนวนโยบายด้านการพัฒนาของรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้ม แข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของ UNCTAD ประเทศ ไทยนับเป็นตัวอย่างของการพัฒนาความสมดุลและการทูต รัฐบาลไทยได้พยายามที่จะลดความยากจนโดยการริเริ่มโครงการต่างๆ สำหรับประชาชนระดับรากหญ้าซึ่งยังไม่พร้อมรับมือกับการแข่งขัน นอกจากนี้ เลขาธิการ UNCTAD ยังเน้นว่า การพัฒนาเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และได้ถ่ายทอดคำแสดงความขอบคุณของเลขาธิการสหประชาชาติต่อประเทศไทยสำหรับ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม โดยการประชุมครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งเนื่องจากเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิก ทบทวนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการกรุงเทพ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการกับสิ่งท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินความร่วมมือในการจัดการกับระบบเศรษฐกิจโลกให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาในช่วงระหว่างการประชุม  Mid-Term Review ครั้งที่ 10 และการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 11 เลขาธิการ UNCTAD ได้ เน้นว่า การเจรจาการค้าเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาของประเทศกำลังพัฒนาเนื่องจากการเจรจาการค้า เป็นการเปิดโอกาสให้กับการค้าสินค้าเท่านั้น แต่ประเทศต่างๆ ไม่ว่าพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาจะต้องเสริมสร้างขีดความสามารถให้กับภาคการ ผลิต กระจายความเสี่ยงในการผลิต และปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันในแต่ละสาขาเสียก่อน และต้องดำเนินการในเรื่องนี้ในขณะที่การเจรจากำลังจะเริ่มขึ้น มิใช่รอให้เสร็จสิ้นการเจรจา เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการและแต่ละเรื่องมีความสัมพันธ์กัน ด้วยเหตุนี้ เลขาธิการ UNCTAD จึงมีความยินดีที่การ ประชุมครั้งนี้ได้เน้นความสำคัญของการเสริมสร้างขีดความสามารถของภาคการผลิต และการปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกำลังพัฒนาด้วยมาตรการ ต่างๆ เช่น การปรับปรุงภาคการผลิต การเสริมสร้างสมรรถนะในการเพิ่มการออมและการลงทุน การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีผลต่อการพัฒนาภาคเศรษฐกิจจริงมาก ที่สุด
  • การหารือระดับรัฐมนตรี

เกี่ยวกับแนวโน้มของเศรษฐกิจโลก ที่ประชุม UNCTAD ได้เน้นถึงแนวทางในการร่วมมือของประเทศสมาชิกเพื่อจัดการกับกระบวนการโลกาภิวัตน์ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนา

      - การแก้ไขระบบการเงิน การค้า และการลงทุน รวมทั้งปัญหาความยากจน การค้าระหว่างประเทศ และระบบการค้าระหว่างประเทศ

      - ประเทศ พัฒนาแล้วจะต้องให้ความสำคัญกับการเปิดตลาดให้กับสินค้าและบริการจากประเทศ กำลังพัฒนา ลดกำแพงภาษี ลดการอุดหนุนสินค้าและการใช้มาตรการกีดกันสินค้าอื่นๆ

      - การได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการเพื่อให้การเจรจาการค้ารอบใหม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างแท้จริงตามผลการประชุมที่โดฮา (WTO - Doha Round)

อย่าง ไรก็ตาม การเจรจาเป็นเพียงการเปิดโอกาสทางการส่งออกแก่ประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น ประเทศกำลังพัฒนาควรเสริมสร้างขีดความสามารถทางการผลิต เพิ่มการระดมทุนเพื่อการพัฒนา กระแสโลกาภิวัตน์ชี้ให้เห็นว่าประเทศต่างๆ จะพิจารณาปัญหาเรื่องการค้าโดยแยกออกจากเรื่องการเงินไม่ได้ที่ประชุม FfD จึงได้รับรอง Monterrey Consensus ซึ่ง เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาการระดมทุนเพื่อการพัฒนาอย่างครบวงจร ในการจัดระเบียบให้กับระบบการเงิน ควรให้ความสำคัญกับความมีเสถียรภาพของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีเงินทุนเคลื่อนย้ายเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ สำหรับการเปิดเสรีทางการเงิน ประเทศต่างๆ ควรคำนึงถึงสภาพแวดล้อมภายในประเทศและลำดับขั้นตอนในการปฏิรูป การริเริ่มให้มี international framework สำหรับการ ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศซึ่งจะสามารถส่งเสริมการพัฒนาได้ เนื่องจากเงินทุนชนิดนี้มีเสถียรภาพ การเสริมสร้างขีดความสามารถ โดยให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนาและความร่วมมือระหว่าง ประเทศต่างๆ เน้นการลดความยากจนและการพัฒนาเศรษฐกิจระดับรากหญ้า โดยใช้ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิตที่มีประชาชนเป็นศูนย์ กลางการกำหนดนโยบายและความสอดคล้องของนโยบาย การกำหนดนโยบายจะต้องส่งเสริมการพัฒนาและธรรมาภิบาลที่ดี และให้ความสำคัญกับความสอดคล้องของนโยบายเศรษฐกิจจุลภาคและมหภาคภายในประเทศ และความสอดคล้องของนโยบายภายในประเทศกับต่างประเทศ