รายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 1/2553

รายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 1/2553

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 1,968 view

รายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 1/2553

การประชุมเตรียมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 1/2010

ณ เมือง ฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 7 มีนาคม 2553

 

                  หัวข้อหลักของการประชุมเอเปคประจำปีนี้คือ “Change and Action” ซึ่งญี่ปุ่นในฐานะเจ้าภาพการประชุมให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

                  1. การส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในเอเปคผ่านกระบวนการเปิดเสรีการค้า โดยให้ความสำคัญกับการประเมินความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ (Bogor Goals) ซึ่ง ครบกำหนดสำหรับเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในปีนี้ และการศึกษาเส้นทางการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคผ่านกลไกการจัดตั้งเขตการ ค้าเสรีเอเชีย – แปซิฟิก (Free Trade Area of Asia – Pacific – FTAAP)

                  2. ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโต เพื่อให้เอเปคสามารถรองรับการฟื้นตัวภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเช่นนี้อีก โดยการเจริญเติบโตรูปแบบใหม่จะต้องสมดุล (Balanced) เท่าเทียม (Inclusive) ยั่งยืน (Sustainable) และอยู่บนพื้นฐาน่ของความรู้ (Knowledge-Based)

                  3. การเสริมสร้างความมั่นคงมนุษย์ โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค รวมไปถึงการต่อต้านการก่อการร้าย การป้องกันโรคระบาด และการรับมือภัยพิบัติ

ทั้งนี้ ในประเด็นหลักทั้ง 3 ด้านจะต้องมีการเสริมสร้างขีดความสามารถของสมาชิกด้วย

                           

  • การบรรลุเป้าหมายโบกอร์ ที่ ประชุมฯ หารือถึงการประเมินการบรรลุเป้าหมาย โบกอร์ของเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาที่เสนอตัวเข้าร่วมการประเมินโดยสมัครใจอีก 6 เขต ได้แก่ ชิลี ฮ่องกง เกาหลีใต้ เม็กซิโก เปรู และสิงคโปร์ การประเมินดังกล่าวมีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของเอเปคในสายตาสาธารณชน ว่า เอเปคสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่  อย่าง ไรก็ตาม เขตเศรษฐกิจสมาชิกยังไม่สามารถหาข้อสรุปในเรื่องรูปแบบและวิธีการประเมิน ญี่ปุ่นจึงจะจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสสมัยพิเศษ ระหว่าง 20-21 เมษายน 2553 ที่กรุงโตเกียว เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว และเพื่อหารือเพิ่มเติมเรื่องยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตของเอเปค  ทั้ง นี้ ยังไม่ชัดเจนว่า เอเปคจะมีกระบวนการติดตามผลเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วหลังผ่านการประเมินอีกหรือ ไม่ และยังไม่ชัดเจนเช่นกันว่า เขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาที่เสนอตัวเข้ารับการประเมินในครั้งนี้จะถูกประเมิน ซ้ำอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 2020 ตามเป้าหมายโบกอร์หรือไม่  ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อาวุโสจะต้องหาข้อสรุปและจัดทำรายงานให้แล้วเสร็จในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 2/2010 เพื่อเสนอรายงานต่อรัฐมนตรีการค้าเอเปคต่อไป

 

  • การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (Regional Economic Integration – REI)

                  แนวทางการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) ที่ประชุมฯ ได้หารือถึงรูปแบบที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับ FTAAP และได้รับฟังตัวแบบสำคัญของเขตการค้าเสรีในภูมิภาค ก่อนมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ศึกษาถึงเส้นทางที่เป็นไปได้ในการจัดตั้ง FTAAP ต่อไป ได้แก่

                  1) Trans-Pacific Economic Partnership (TPP) เป็นความตกลงการค้าเสรีระหว่างภูมิภาคฉบับเดียวในขณะนี้ สมาชิกปัจจุบัน ได้แก่ บรูไน นิวซีแลนด์ สิงคโปร์และชิลี และกำลังได้รับความสนใจจากสหรัฐอเมริกา เวียดนาม ออสเตรเลีย และเปรู ทั้งนี้ TPP มีเป้าหมายทะเยอทะยานมาก

                  2) ความตกลงการค้าเสรี 3 ฝ่าย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี

                  3) ความร่วมมือประชาคมเอเชียตะวันออกของญี่ปุ่น (East-Asia community) หรือกรอบอาเซียน+6 (Closed Economic Partnership Agreement: CEPA)

                  4) ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน เวียดนามในฐานะประธานอาเซียน ได้รายงานถึงความคืบหน้าของการพัฒนาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนตามเป้าหมายในปี ค.ศ. 2015 โดยอาเซียนได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรีทั้งระหว่างอาเซียนเอง และมีความตกลงการค้าเสรีกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

                   

                  การเร่งรัดการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ที่ประชุมฯ เห็นชอบกับข้อเสนอของญี่ปุ่นที่ให้เอเปคมีแผนงานเรื่องการลงทุนที่ชัดเจน (Roadmap to Investment) ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้าน คือ การจัดทำหลักการที่ก้าวหน้า (Advanced Principle) การอำนวยความสะดวกการลงทุน (Facilitation) และการส่งเสริมการลงทุน (Promotion) นอกจากนี้ เอเปคควรส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อส่งเสริมให้เอเปคกลายเป็น สังคมดิจิตอล และสังคมฐานความรู้ที่สมบูรณ์แบบ รวมทั้งจะต้องลดอุปสรรคการค้าข้ามพรมแดนในส่วนของความเชื่อมโยงของห่วงโซ่ อุปทาน (Supply Chain Connectivity) โดยเอเปคได้จำแนกไว้ 8 ด้าน และจะจัดทำแผนงานรวมทั้งกำหนดเป้าหมายและวิธีการเพื่อลดอุปสรรคดังกล่าว

 

                  การปรับปรุงความง่ายของวิธีการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business : EoDB) เอ เปคให้ความสำคัญลำดับต้นกับการปรับปรุงวิธีการดำเนินธุรกิจใน 5 ด้าน คือ การจัดตั้งธุรกิจ การขอรับสินเชื่อ การขออนุญาต การบังคับตามสัญญา และการค้าข้ามพรมแดน โดยได้กำหนดเป้าหมายว่า สมาชิกเอเปคในภาพรวมจะต้องปรับปรุงให้วิธีการดำเนินธุรกิจใน 5 ด้านนี้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และถูกลงร้อยละ 25 ภายในปี ค.ศ. 2015 และร้อยละ 5 ในปี ค.ศ. 2011 ทั้ง นี้ เขตเศรษฐกิจที่มีความชำนาญใน 5 ด้านดังกล่าวจะจัดทำโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถให้กับเขตเศรษฐกิจที่ สนใจเข้าร่วมโครงการด้วย

 

  • ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตรูปแบบใหม่ เจ้า หน้าที่อาวุโสหลายเขตเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตของเอเปคและยุทธศาสตร์การพัฒนาของแต่ละเขตเศรษฐกิจ รวมทั้งขอบเขตของยุทธศาสตร์ดังกล่าว  นอกจากนี้ บางเขตเศรษฐกิจเห็นว่า เอเปคไม่ควรทำงานซ้ำซ้อนกับ G-20 ซึ่งได้ดำเนินการเรื่องนี้ไปคืบหน้ามากแล้ว

                  นอก จากนี้ ที่ประชุมยังไม่สามารถตกลงกันเกี่ยวกับกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ ซึ่งเป็นประเด็นใหม่ โดยหลายเขตเศรษฐกิจเห็นว่า งานด้านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจตามวาระผู้นำเรื่องการปฏิรูปโครงสร้าง เศรษฐกิจ (Leaders’ Agenda to Implement Structural Reform : LAISR) ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการเศรษฐกิจ (Economic Committee) ดูแลอยู่ จะหมดอาณัติในปีนี้ ดังนั้น เมื่อ LAISR สิ้นสุดอาณัติแล้ว (Post-LAISR) คณะกรรมการเศรษฐกิจน่าจะปรับบทบาทมาดูแลยุทธศาสตร์ฯ ส่วนสหรัฐฯ เสนอให้ Post-LAISR ครอบคลุมทั้งเรื่องยุทธศาสตร์ฯ และการรวมตัวทางเศรษฐกิจในมิติอื่น เช่น ปัญหาแรงงาน หรือปัญหาของตลาดเงิน  อย่าง ไรก็ตาม คณะกรรมการเศรษฐกิจมีความเห็นในชั้นต้นว่า น่าจะยังคงทำงานในเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างต่อไป แต่น่าจะปรับยุทธศาสตร์ฯ ให้สอดคล้องกับอาณัติเดิมเรื่องการปฏิรูปโครงสร้าง แทนที่จะเปลี่ยนไปทำเรื่องยุทธศาสตร์ฯ เพียงเรื่องเดียว

 

  • ความมั่นคงมนุษย์ ที่ ประชุมฯ หารือถึงข้อเสนอของญี่ปุ่นเรื่องความมั่นคงของอาหาร ซึ่งเป็นการหารือรอบแรก เพื่อเตรียมการประชุมระดับรัฐมนตรีในเดือนตุลาคม ศกนี้ บางเขตเศรษฐกิจมองว่า เอกสารที่ญี่ปุ่นเสนอบางประเด็นอาจมีนัยเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งญี่ปุ่นรับจะไปปรับปรุงเอกสารต่อไป ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาธุรกิจเอเปค เรื่องการจัดตั้งกลไกหารือเรื่องอาหาร (Food Dialogue) ด้วย

 

  • ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ECOTECH) ที่ประชุมฯ เห็นชอบกับกรอบการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจและวิชาการ (Framework to Guide ECOTECH Activities) ที่เสนอให้การปฏิรูปการดำเนินงาน ECOTECH มียุทธศาสตร์และเป็นองค์รวม (Strategic and Holistic Approach) โดย

                   1. จัดลำดับความสำคัญของโครงการในกรอบเอเปค โดยเน้น การรวมตัวทางเศรษฐกิจ การเจริญเติบโตอย่างเท่าเทียม การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน การปฏิรูปกฎระเบียบภายใน และการสร้างความมั่นคงมนุษย์ ตามลำดับ

                   2. ให้ใช้หลักเกณฑ์ชุดเดียวกันสำหรับการพิจารณาโครงการในทุกกรอบ

 

  • การปฏิรูปเอเปค  

                  1. ที่ประชุมฯ หารือถึง Policy Support Unit (PSU) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิเคราะห์

ข้อมูล และให้คำแนะนำด้านนโยบาย ที่จัดตั้งขึ้นโดยมติของที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่ซิดนีย์ เมื่อปี ค.ศ. 2007 โดยได้รับเงินสนับสนุนจากการบริจาคโดยสมัครใจของสมาชิก และมีอาณัติให้ดำเนินการจนถึงค.ศ. 2010 โดยที่ประชุมเห็นพ้องว่า PSU มีผลงานที่โดดเด่น และควรเป็นหน่วยงานถาวรของเอเปค อย่างไรก็ตาม โดยที่ PSU มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการถึงปีละ 2.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 42 ของงบประมาณประจำปีของเอเปค (5.- ล้านดอลลาร์สหรัฐ) การจัดสรรงบประมาณให้ PSU จาก งบประมาณประจำปีของเอเปคคงเป็นไปได้ยาก ที่ประชุมฯ จึงขอรับการบริจาคจากสมาชิกเอเปค โดยในขณะนี้ มีเขตเศรษฐกิจที่เสนอตัวบริจาคเพียง 4 เขต ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหรัฐฯ ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจอาเซียนมีท่าทีร่วมกันว่า จะไม่บริจาคเป็นเงิน แต่อาจพิจารณาให้การสนับสนุนในรูปแบบอื่น อาทิ การส่งนักวิจัยไปประจำการ

                  2. การขออนุมัติโครงการ ที่ประชุมฯ เห็นชอบในหลักการว่า การอนุมัติงบประมาณให้กับโครงการจะพิจารณาจากความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ ของโครงการกับลำดับความสำคัญของเอเปค แทนการพิจารณาจากคุณภาพการเขียนโครงการเช่นที่ใช้ในปัจจุบัน เพื่อเปิดโอกาสให้โครงการจากเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนามีโอกาสได้รับการอนุมัติ มากขึ้น 

 


กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

สถานะ 17 มิถุนายน 2553