รายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2/2553

รายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2/2553

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 1,614 view

รายงานผลการประชุมเตรียมการเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 2/2553

การประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ณ เมืองซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน 2553

 

  • การบรรลุเป้าหมายโบกอร์

 

            ที่ ประชุมฯ หารือถึงรายละเอียดของรายงานการประเมินการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ ซึ่งจัดทำโดยญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ มีเขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการประเมินทั้งหมด จำนวน 13 เขต ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว 5 เขต (สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น) และเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาที่เข้าร่วมโดยสมัครใจอีก 8 เขต (ชิลี ฮ่องกง เกาหลีใต้ เม็กซิโก เปรู สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีนไทเป) ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่า ร่างรายงานฯ ยังคงขาดความสมบูรณ์เพราะยังไม่มีสรุป และยังขาดการกล่าวถึงแนวทางในอนาคตที่เอเปคจะดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่ ยังไม่บรรลุ ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวจะรับรองโดยที่ประชุมผู้นำเอเปคช่วงเดือนพฤศจิกายน ศกนี้  และ ในการประชุมรัฐมนตรีการค้าในช่วงวันที่ 5-6 มิถุนายน 2553 รัฐมนตรีการค้าเพียงรับทราบความสำเร็จของเอเปคในเรื่องดังกล่าว และเจ้าหน้าที่อาวุโสจะหารือกันต่อไปเพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนการประชุมผู้นำ เขตเศรษฐกิจเอเปค  

 

 

  • การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (Regional Economic Integration – REI)

            ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการเจรจาการค้าเสรีในกรอบต่างๆ ได้แก่

                        1) Transpacific Economic Partnership

                        2) China-Japan-Korea Free Trade Agreement

                        3) อาเซียน 

            ทั้ง นี้ ที่ประชุมเห็นว่า ความตกลงการค้าเสรีของเอเชีย-แปซิฟิกควรเป็นมากกว่าความตกลงเพื่อการเปิด ตลาด แต่น่าจะมองไกลไปถึงการเป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งในภูมิภาคในทุกด้าน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า เรื่องการลงทุน อุปสรรคทางเทคนิค และมาตรฐาน กฎแหล่งกำเนิดสินค้า การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ เป็นเรื่องสำคัญของการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและควรได้รับความสำคัญ ลำดับต้น

 

  • ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตรูปแบบใหม่

            

ที่ ประชุมไม่ขัดข้องกับเอกสารยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตรูปแบบใหม่ (APEC Growth Strategy) ซึ่งมุ่งวางรากฐานการเจริญเติบโตของเอเปคแบบมีคุณภาพ คือ สมดุล (Balanced) เท่าเทียม (Inclusive) ยั่งยืน/เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Sustainable/Green) ใช้นวัตกรรมในการสร้างการเจริญเติบโต (innovative) และมั่นคง (secure) ที่ญี่ปุ่นปรับปรุงใหม่ แต่ครั้งนี้ ญี่ปุ่นได้เพิ่มแผนปฏิบัติการ (Action plan) เข้ามาด้วยโดยเน้น 5 สาขาหลัก ได้แก่

            1) การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structural reform)

            2) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผู้ประกอบการ (Human Resource and  

                         Entrepreneurship Development)

            3) นวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Innovation)

            4) การสร้างสรรค์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความรู้ (Knowledge Base Creation)

            5) การอำนวยความสะดวกทางการเงิน (Facilitating Finance)

            นอก จากนี้ได้เสนอให้ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเป็นผู้ติดตามความคืบหน้าใน เรื่องดังกล่าวทุก ๆ ปี และรายงานความคืบหน้าตามแผนยุทธศาสตร์แก่ผู้นำในปี ค.ศ. 2015 ที่ประชุมจึงเห็นว่า ยังต้องหารือถึงแผนปฏิบัติการที่เสนอใหม่ต่อไป สำหรับแผนยุทธศาสตร์นั้นจะต้องปรับให้สั้นกระชับเพราะเป็นเอกสารของผู้นำ และยังไม่ได้ข้อสรุปถึงกลไกติดตามความคืบหน้ายุทธศาสตร์ฯ ทั้งนี้ ญี่ปุ่นจะปรับเอกสารใหม่และให้สมาชิกพิจารณาใน High-level Policy Roundtable on Growth Strategy ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 8 สิงหาคม 2553 ที่เมือง Beppu ประเทศญี่ปุ่น

 

  • ยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจเอเปค

       (APEC New Strategy for Structural Reform: ANSSR)

          

            เนื่อง จากในปีนี้ Leader’s Agenda to Implement on Structural Reform (LAISR) ซึ่งเป็นอาณัติจากผู้นำในเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในเอเปคจะครบ กำหนด และจะต้องหารือถึงการดำเนินการต่อไปในเรื่องดังกล่าว สหรัฐฯ จึงเสนอยุทธศาสตร์ใหม่ในการปฏิรูปโครงสร้างที่มีสาระให้การปฏิรูปโครงสร้าง เศรษฐกิจเป็นรากฐานสำคัญในการการบรรลุการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ และเสนอให้ผู้นำของแต่ละเขตเศรษฐกิจประกาศเป้าหมายที่เขตเศรษฐกิจตนมุ่งจะ บรรลุ โดย แต่ละเขตเศรษฐกิจอาจแตกต่างกันได้ขึ้นกับความสำคัญของแต่ละเขตเศรษฐกิจ และให้มีแผนการดำเนิน การและรายงานให้เจ้าหน้าที่อาวุโสทราบเป็นระยะ รวมทั้งรายงานความคืบหน้าทั้งหมดในปี ค.ศ. 2015 ซึ่งที่ประชุมฯ เห็นชอบในหลักการกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว และขอให้สหรัฐฯ ไปปรับปรุงยุทธศาสตร์ใหม่ฯ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สหรัฐฯ ในฐานะผู้เสนอเห็นว่า แม้จะรับรองเอกสารดังกล่าวในช่วงการประชุมผู้นำเอเปคปลายปี แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารผู้นำ อาจเป็นเพียงเอกสารของเจ้าหน้าที่อาวุโสก็เพียงพอ

 

  • ความมั่นคงมนุษย์

          ที่ ประชุมฯ ได้หารือเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงทางอาหารผ่านการประชุม Friend of the Chair โดยญี่ปุ่นได้นำเสนอร่างปฏิญญาร่วมและแผนปฏิบัติการของรัฐมนตรีความมั่นคง ทางอาหารซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2553 โดยสาระสำคัญเน้นการแก้ไขปัญหาใน 2 ส่วนคือ การเพิ่มผลผลิต (yield production) และการเพิ่มตลาด (market access) ของสินค้าอาหาร ทั้งนี้ ญี่ปุ่นจะนำข้อคิดเห็นที่ได้รับไปปรับปรุงและนำกลับมาเสนอใหม่ในการประชุม เจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 3/2552 เดือนกันยายนนี้

 

  • การปฏิรูปเอเปค

            เนื่อง จากในปีนี้ อาณัติที่ผู้นำเอเปคได้ให้ไว้เกี่ยวกับการจัดตั้ง Policy Support Unit (PSU) ที่ให้ทดลองตั้งขึ้นเป็นหน่วยสนับสนุนทางนโยบายของเอเปคหมดลง ที่ประชุมจึงหารือว่าจะต่ออาณัติหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นค่อนข้างหลากหลายในเรื่องดังกล่าว แต่สุดท้ายก็ยอมรับความสำคัญของ PSU และให้ขยายอาณัติต่อ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าควรขยายต่อถึงเมื่อใด นอกจากนี้ ยังหารือถึงการสนับสนุนทางการเงินให้กับ PSU[1] และขอให้สมาชิกอื่นๆ ให้การสนับสนุนทางการเงินกับ PSU นอกเหนือจากสมาชิกเดิม คือ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ที่เป็นสมาชิก Board ของ PSU และบริจาคปีละ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ และสิงคโปร์ให้การสนับสนุนสถานที่ตั้ง ซึ่งจีนไทเป ได้ประกาศจะให้การสนับสนุนจำนวน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซียประกาศจะร่วมให้การสนับสนุนทางการเงินแต่ยังไม่ได้แจ้งจำนวนที่แน่ นอน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็น ว่า เจ้าหน้าที่อาวุโสควรมีบทบาทในการทำงานของ PSU มากขึ้น และควรหารือถึงทางออกที่ยั่งยืนสำหรับปัญหาการเงินของ PSU ที่มีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ


[1] PSU มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการถึงปีละ 2.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 42 ของงบประมาณประจำปีของเอเปค (5.- ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้การจัดสรรงบประมาณให้ PSU จากงบประมาณประจำปีของเอเปคเป็นไปได้ยาก

 

 


กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

23 กรกฎาคม 2553