รายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3/2553

รายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3/2553

วันที่นำเข้าข้อมูล 1 พ.ค. 2555

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562

| 2,938 view

รายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3/2553

และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ระหว่างวันที่ 15-26 กันยายน 2556 ณ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น

 

 

  • การบรรลุเป้าหมายโบกอร์

                     ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปถึงรายงานการบรรลุเป้าหมาย โบกอร์ แต่จะเร่งให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในเอกสารที่ผู้นำจะรับรอง แต่เนื่องจาก รายงานมีขนาดยาวเกินกว่าจะเป็นเอกสารผู้นำ ญี่ปุ่นในฐานะเจ้าภาพจะไปปรับให้เป็นเอกสารที่มีนัยทางการเมืองอย่างสั้นๆ เพื่อประกอบกับแถลงการณ์ผู้นำ

 

  • การรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค (Regional Economic Integration – REI)

                     1. ความตกลงการค้าเสรีของเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Agreement for Asia-Pacific – FTAAP) ที่ประชุมเห็นว่า เจ้าหน้าที่อาวุโสควรนำเสนอแนวทางเรื่องการจัดทำความตกลงการค้าเสรีเอเชีย - แปซิฟิก (Free Trade Agreement for Asia-Pacific – FTAAP) ให้ผู้นำทราบ เพราะเป็นอาณัติที่ผู้นำสั่งการ ซึ่งควรเสนอว่า เป้าหมายหลักของเอเปค คือ การรวมตัวทางเศรษฐกิจ (regional economic integration) ไม่ ใช่ FTAAP และเอเปคควรรักษาคุณลักษณะการเป็นกรอบความร่วมมือที่ไม่มี ผลผูกพัน (non-binding) และเป็นไปโดยสมัครใจไว้ จึงควรจัดทำ FTAAP คู่ขนาน (in parallel) ไปกับเอเปค แทนการเข้ามาเจรจาในกรอบเอเปค และให้สมาชิกเอเปคเข้าร่วมโดยสมัครใจ โดยเอเปคจะเป็นเพียงผู้บ่มเพาะ (incubator) ให้สมาชิกมีความพร้อมในการเข้าร่วมเจรจา FTAAP ทั้งนี้ FTAAP ควรเป็นความตกลงการค้าเสรีรูปแบบใหม่ (new generation FTA) ที่มากกว่าการเปิดตลาดการค้าการลงทุน แต่จะรวมไปถึงการลดอุปสรรคทางการค้าภายในและที่พรมแดน ซึ่งญี่ปุ่นในฐานะเจ้าภาพจะนำเสนอทิศทางดังกล่าวเป็นเอกสารประกอบแถลงการณ์ ผู้นำเอเปคด้วย

                     2. รายงานผลการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment - CTI) ที่ประชุมรับรองผลงานของคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน ซึ่งเป็นผลงานในปีนี้ ได้แก่ (1) แผนยุทธศาสตร์การลงทุนเอเปค (APEC Strategy for Investment) ซึ่งจะกำหนดทิศทางการทำงานของเอเปคเรื่องการลงทุนว่า เอเปคจะให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง คือ การจัดทำหลักเกณฑ์ด้านการลงทุน (principles) การอำนวยความสะดวกการลงทุน (facilitation) และ การส่งเสริมการลงทุน (promotion) (2) แผนยุทธศาสตร์การเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ (APEC Strategy on Moving of Business People) ซึ่ง จะกำหนดทิศทางเรื่องการส่งเสริมการเข้า-ออกของนักธุรกิจเอเปคเพื่อให้เกิด ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (3) แผนปฏิบัติการเรื่องความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมุ่งแก้ไขอุปสรรคของห่วงโซ่อุปทานในเอเปค รวม 8 ประการ โดยมีเป้าหมายให้เอเปคสามารถลดค่าใช้จ่าย ระยะเวลา และความไม่แน่นอน ลงได้อย่างน้อยร้อยละ 5 ทั้งนี้ ที่ประชุมยังสงวนไว้ก่อนว่า อาจปรับเพิ่มเป้าหมายให้สูงกว่าร้อยละ 5 แต่ในชั้นนี้ เห็นว่า ร้อยละ 5 เป็นเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้ (4) การดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม (environmental goods and services – EGS) ซึ่งสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อมที่เอเปคจะดำเนินการก่อน คือ เรื่องมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับ (NTMs) ธุรกิจบริการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

 

  • ความมั่นคงทางอาหาร

                    ที่ ประชุมรับทราบผลการประชุม Friends of the Chair on Food Security เพื่อเตรียมสารัตถะสำหรับการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านความมั่นคงทางอาหาร ที่เมืองนิอิกะตะ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16-17 ตุลาคม 2553 ซึ่งเอเปคจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาชนบท การสร้างศักยภาพการผลิตเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร การบริหารจัดการสินค้า และการอำนวย ความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และกลไกตลาดของสินค้าอาหาร แต่ยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป เช่น การยกเลิกการจำกัดการส่งออก การใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลาก หลาย (multi-functionality) เทคโนโลยีชีวภาพ มาตรฐานสินค้าเกษตร และการจัดตั้งกองทุนอาหารสำหรับเอเปค

 

  • ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตรูปแบบใหม่ของเอเปค

                      ที่ ประชุมฯ เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ฯ รวมทั้ง แผนปฏิบัติการ (Action plan) เพื่อนำไปสู่การเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเอเปค จะดำเนินการ 5 ด้านเพื่อส่งเสริมยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตรูปแบบใหม่ ได้แก่ (1) การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structural reform) (2) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผู้ประกอบการ (Human Resource and Entrepreneurship Development) (3) การเจริญเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Growth) (4) เศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความรู้ (Knowledge Based Economy) และ (5) ความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสจะเป็นผู้ประสานงานและติดตามความคืบหน้าตามแผนปฏิบัติ การทุกๆ ปี และจะรวบรวมรายงานความคืบหน้าให้ผู้นำทราบในปี ค.ศ. 2015 ทั้งนี้ ญี่ปุ่นจะเสนอยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตรูปแบบใหม่ของเอเปคเป็นเอกสารของผู้นำ แต่จะแยกเอกสารโครงการที่เอเปคจะดำเนินการรองรับยุทธศาสตร์ดังกล่าวออกมาเป็นเพียงรายงานของเจ้าหน้าที่อาวุโส

 

  • การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของเอเปค

            1. คณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ (Economic Committee) ได้นำเสนอรายงานสรุปผลการดำเนินการตาม Leaders’ Agenda to Implement on Structural Reform (LAISR) ซึ่งครบกำหนดตามอาณัติในปีนี้ และเห็นว่า เอเปคควรดำเนินการต่อใน ๕ สาขาเดิม เพราะยังคงมีความสอดคล้องกับสถานการณ์แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนหัวข้อบ้าง ในชั้นนี้ ยังมี ๕ สาขา คือ (1) การปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Reform) (2) ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business – EoDB) (3) การบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Governance) (4) นโยบายและกฎหมายแข่งขันทางการค้า (Competition Policy and Law) สำหรับ (5) สาขาธรรมาภิบาลและกฎหมายเกี่ยวกับบริษัท ซึ่งเป็นหัวข้อเดิมแม้ที่ประชุมเห็นความสำคัญ  แต่ยังไม่มีเขตเศรษฐกิจรับอาสาเป็น Facilitator จึงคงให้รอการดำเนินการไว้ก่อน ทั้งนี้ สาขาที่ที่ประชุมให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ EoDB เพราะ กลายเป็นเป้าหมายรวมของเอเปคให้เอเปคสามารถประกอบธุรกิจอย่างเร็วขึ้น สะดวกขึ้น แต่ถูกลง ร้อยละ 25 ในปี ค.ศ. 2015 ซึ่งสหรัฐฯ เป็นผู้ประสานงานหลักในเรื่องนี้ ทั้งนี้ คณะกรรมการด้านเศรษฐกิจได้ปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับอาณัติอื่นๆ ที่เอเปคมอบหมายให้ด้วย เช่น ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตรูปแบบใหม่ หรือ ยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเอเปค (APEC New Strategy for Structural Reform: ANSSR) ซึ่งเสนอโดยสหรัฐฯ  

            2. สหรัฐฯ นำเสนอ ANSSR ที่ได้ปรับแก้ไขใหม่ และเห็นว่า ANSSR จะ ช่วยนำทางสมาชิกเอเปคในการบรรลุการเจริญเติบโตรูปแบบใหม่ในส่วนของการเจริญ เติบโตที่สมดุลและเท่าเทียม เพราะการเจริญเติบโตทั้ง 2 รูปแบบจะต้องอาศัยการปฏิรูปโครงสร้างเป็นแกนหลัก ทั้งนี้ ข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ให้ผู้นำประกาศ / แสดงเจตจำนงว่าจะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจสาขาหนึ่งสาขาใดใน 5 สาขาตาม ANSSR เพื่อ ให้เกิดความชัดเจนได้รับการคัดค้านจากสมาชิกเอเปคอย่างมาก เพราะเห็นว่า เอเปคควรเป็นไปโดยสมัครใจ ไม่ควรกำหนดข้อผูกพันที่ชัดเจน ซึ่งสหรัฐฯ ชี้แจงว่า การประกาศท่าทีดังกล่าวมีลักษณะยืดหยุ่นอย่างมาก แต่จะพยายามปรับแก้ไขข้อเสนอให้ใช้ภาษาที่สะท้อนข้อกังวลของสมาชิก

              

  • การขยายสมาชิกภาพเอเปค

                     ที่ ประชุมฯ ได้หารือเกี่ยวกับการระงับการขยายสมาชิกภาพเอเปคซึ่งจะหมดวาระลงในปีนี้ และเห็นว่า เอเปคยังไม่พร้อมเปิดรับสมาชิกใหม่ขณะนี้ เพราะยังมีงานหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง แต่เนื่องจากเอเปคยึดหลักภูมิภาคนิยมแบบเปิด (open regionalism) การ ประกาศท่าทีไม่รับสมาชิกใหม่จะกระทบต่อภาพลักษณ์เอเปค จึงควรให้ยืดเวลาออกไปก่อน และเสนอให้ที่ประชุมรัฐมนตรีเอเปคเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจโดยดูจากคำขอเข้า ร่วมอย่างเป็นทางการของเขตเศรษฐกิจต่างๆ

 

  • การขยายอาณัติและการสนับสนุนด้านการเงินแก่ Policy Support Unit (PSU)

                      ที่ ประชุมรับรองผลการคัดเลือกให้ Dr. Denis Yew เป็นผู้อำนวยการ PSU คนใหม่ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับระยะเวลาการต่ออาณัติของ PSU เพราะแม้หลายเขตเศรษฐกิจจะเห็นประโยชน์ของ PSU แต่เห็นว่า PSU มีปัญหาการบริหารการเงินและมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นทุกปี นอกจากนี้ PSU ควรเป็นเครื่องมือของ เจ้าหน้าที่อาวุโสมากกว่าการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอิสระที่เอเปคควบคุมผล การศึกษาใดๆ ไม่ได้ ทั้งนี้ อินโดนีเซียได้ประกาศสนับสนุนเงินจำนวน 75,000ดอลลาร์สหรัฐ แก่ PSU และที่ประชุมตกลงยกเลิกข้อกำหนดว่า จะต้องสนับสนุนเงินจำนวน 400,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็นอย่างต่ำจึงจะได้เป็นสมาชิกในคณะกรรมการบริหาร PSU เพื่อเปิดให้สมาชิกเอเปคสนับสนุนตามความสนใจ ทั้งนี้ ไทยได้เน้นย้ำให้ PSU ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอาเซียน รวมทั้ง สมาชิกอื่นๆ

 

 


กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

14 ตุลาคม 2553