วันที่นำเข้าข้อมูล 25 มิ.ย. 2555
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2562
ไทยเตรียมเฮ ข้าวหอมมะลิกุ้งกุลาร้องไห้กำลังจะได้รับความคุ้มครอง GI ของอียู
คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์
กระทรวงการต่างประเทศ
เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยที่อีกไม่นานข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ หรือข้าวหอมมะลิที่ปลูกและผลิตใน ๕ จังหวัดในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ (สุรินทร์ มหาสารคาม บุรีรัมย์ ยโสธร และร้อยเอ็ด) จะได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Protection of Geographical Indication) หรือที่รู้จักกันในนามจีไอ (GI) จากสหภาพยุโรป (อียู)
หากเป็นเช่นนั้นประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ประสบความสำเร็จใน การขอจดทะเบียน GI กับอียู และสินค้าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ก็จะเป็นสินค้าจากอาเซียนประเภทแรกที่ได้รับตราสัญลักษณ์ GI ของอียู นอกจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว ไทยยังกำลังรอลุ้นการคุ้มครอง GI สำหรับกาแฟดอยช้างและกาแฟดอยตุงที่กำลังรอการพิจารณาจากอียูอยู่ด้วย
อียูใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ส่งเสริมนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าที่ผลิตในยุโรป ซึ่งการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นเครื่องมือสำคัญประการหนึ่งที่อียูใช้คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแก่สินค้าอียูกว่า ๓,๐๐๐ รายการ อาทิ ไวน์ ๑,๘๐๐ รายการ สุรา ๓๓๐ รายการ รวมทั้งสินค้าเกษตรและอาหารอื่นๆ อีกกว่า ๘๔๐ รายการ โดยมีสินค้าสำคัญๆ ของอียูที่มีชื่อเสียงติดตลาดและได้รับการคุ้มครอง GI อาทิ แฮม Parma, ชีส Roquefort หรือ Champagne เป็นต้น
หากประสบความสำเร็จในการจดทะเบียน GI สำหรับสินค้าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ครั้งนี้คงต้องยกเครดิตให้หน่วยงานภาครัฐไทยที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้ริเริ่มในการยื่นขอจดทะเบียน GI สินค้าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ต่อ อียูตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ ซึ่งต่อมาอียูได้ประกาศคำขอจดทะเบียนของไทยใน Official Journal เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ และปัจจุบันมีทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ โดยเฉพาะสำนักงานพาณิชย์ ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์คอยเป็นผู้ประสานงานติดตามผลอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายอียู
การขอจดทะเบียน GI สินค้าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ของไทยไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายและราบรื่น เพราะต้องประสบปัญหาเชิงเทคนิคตั้งแต่แรกเริ่ม เนื่องจากมีประเทศสมาชิกอียู ๕ ประเทศ ได้แก่ อิตาลี อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเบลเยียม ได้ยื่นเรื่องคัดค้านการขอจดทะเบียนของไทย ใน ๒ ประเด็นหลัก คือ (๑) การจดทะเบียน GI ครอบคลุมถึงคำว่า ข้าวหอมมะลิ ซึ่งประเทศเหล่านี้เห็นว่าเป็นคำสามัญ (generic name) ซึ่งไม่สามารถขอรับความคุ้มครอง GI ได้ และขอให้ไทยสละสิทธิ์การคุ้มครองคำดังกล่าว และ (๒) เงื่อนไขของไทยที่ให้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ที่ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI จะต้องแปรรูปและบรรจุหีบห่อเฉพาะในพื้นที่แหล่งผลิตเท่านั้น ขณะที่ประเทศผู้คัดค้านต้องการนำเข้าไปบรรจุและแปรรูปในอียูได้
เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิคดังกล่าว คณะผู้แทนไทยนำโดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องเดินทางไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอียูและประเทศสมาชิกอียู ๕ ประเทศที่คัดค้านการยื่นคำขอ GI ของไทยหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เข้าพบฝ่าย อียูเพื่อติดตามความคืบหน้า และแจ้งการดำเนินการของฝ่ายไทย พร้อมกับย้ำท่าทีไทยอีกครั้งว่าการขอจด GI จะต้องครอบคลุมคำ ข้าวหอมมะลิ เพราะการดำเนินการครั้งนี้ของไทยจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาในกรอบ GI เท่านั้น
และคำว่า ข้าวหอมมะลิ ก็เป็นคำประดิษฐ์เฉพาะของภาษาไทย จึงไม่ใช่คำสามัญตามที่ฝ่ายอียูกล่าวอ้าง นอกจากนี้คำดังกล่าวยังได้รับการคุ้มครองสิทธิภายใต้กฎหมายเครื่องหมายการค้าของอียูแล้วด้วย ส่วนข้อกำหนดเรื่องการแปรรูปและบรรจุหีบห่อก็จะต้องดำเนินการใน 5 จังหวัดทุ่งกุลาร้องไห้เท่านั้น (โดยไม่สามารถดำเนินการในจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทยหรือในอียูได้) ซึ่งการดำเนินการของฝ่ายไทยครั้งนี้ได้ส่งผลให้ฝ่ายอียูยอมรับและปรับเปลี่ยนท่าที โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการคุ้มครองคำ ข้าวหอมมะลิ ซึ่งฝ่ายอียูได้ยอมรับในที่สุด ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อคำขอจดทะเบียน GI สินค้าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ของไทยเป็นอย่างมาก
ล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๕ เอกอัครราชทูต/หัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป นายอภิชาติ ชินวรรโณ พร้อมด้วยอัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ และอัครราชทูตฝ่ายการเกษตร ได้เข้าพบกับนาย ดาเซียน ซีโอโลส์ กรรมาธิการด้านการเกษตรและการพัฒนาชนบทของอียู (เทียบเท่ารัฐมนตรี) ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ ได้ขอให้นายซีโอโลส์สนับสนุนการยื่นขอจด GI ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ของไทยต่อไป โดยให้เหตุผลว่าความสำเร็จในการจด GI ข้าวหอมมะลิของไทยดังกล่าวจะมีนัยสำคัญมาก เพราะนอกจากจะเป็นการสนับสนุนไทย ซึ่งเป็น Friends of GI ของอียูในกรอบองค์กรการค้าโลกแล้ว ยังนับเป็น GI แรกในอียูจากประเทศสมาชิกอาเซียน อันจะเป็นการช่วยตอกย้ำทั้งกับสมาชิกอาเซียนและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ว่า GI มิได้มีขึ้นเพื่อประโยชน์เฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว แต่สามารถเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในด้านการค้าและการพัฒนาประเทศด้วย
แม้ว่าอียูจะยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นข่าวดีและความภาคภูมิใจของประเทศไทยที่ส่งออกข้าวเป็นสินค้าหลักสู่ตลาดอียูและตลาดโลก ซึ่งหากไทยจะได้รับการคุ้มครอง GI จาก อียูก็จะเป็นการสร้างชื่อเสียง ยกระดับ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าข้าวหอมมะลิไทย รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมๆ กับการช่วยเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรนาข้าวใน ๕ จังหวัด ทุ่งกุลาร้องไห้ รวมทั้งชื่อเสียงของทุ่งกุลาร้องไห้สู่ระดับสากลต่อไป
อย่างไรก็ดี หลังจากได้รับการจด GI แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยรวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ควรต้องเร่งทำการบ้านเพื่อสร้างหลักประกันว่า หากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ติดตลาดและเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในยุโรปแล้ว เรื่องคุณภาพ ปราศจากการปลอมปน ปริมาณและกำลังผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งการส่งเสริมตราสัญลักษณ์และการประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิของไทยจะต้องมีนโยบายและมาตรการรองรับที่เหมาะสม เพื่อช่วยผลักดันให้ข้าวหอมมะลิไทยสามารถครองใจผู้บริโภคยุโรปตราบนานเท่านาน
นอกจากนี้แล้ว ไทยจะเป็นเจ้าภาพร่วมกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organisation: WIPO) จัดประชุมสัมมนานานาชาติว่าด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Worldwide Symposium on Geographical Indications) ที่กรุงเทพฯ ในช่วงกลางปี ๒๕๕๖ หรือปีหน้าที่จะถึงนี้ จะเป็นโอกาสดีที่จะส่งเสริมสินค้า GI ของไทย ขยายโอกาสทางการตลาด และร่วมแบ่งปัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนานาชาติในเรื่องนี้
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)